ปรับเป็นพินัย ความผิดเล็กน้อยถ้าไม่จ่ายไม่ติดคุก แต่อาจถูกยึดทรัพย์
ปัญหาหนึ่งในระบบยุติธรรมที่สังคมไทยกำลังเผชิญไปพร้อมกับอีกหลายๆ ประเทศทั่วโลก คือ การเกิดสภาวะกฎหมายอาญาเฟ้อ (Over-Criminalization) คือ มีกฎหมายที่กำหนดให้การกระทำเป็นความผิดและมีโทษทางอาญาเยอะเกินไป จนประชาชนไม่สามารถรู้ได้ว่าการกระทำใดจะเป็นความผิดและมีโทษบ้าง และกลายเป็นภาระของกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่ต้องดำเนินการเอาผิดแม้กับการกระทำเล็กน้อยที่ไม่ได้สร้างความเสียหายให้สังคมโดยรวม

สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะความผิดอาญาไม่ได้ปรากฏอยู่แค่ในประมวลกฎหมายอาญาเท่านั้น แต่ยังมีอยู่ตามพระราชบัญญัติหลายร้อยฉบับ อีกทั้งนับแต่ที่คสช. ได้แต่งตั้งสภาปฏิรูปประเทศแห่งชาติ (สปช. และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อออกกฎหมายตามนโยบายของคณะรัฐประหาร ทั้งสองสภาก็ได้นำโทษทางอาญาเข้าไปในกฎหมายเพิ่มขึ้นมาอีกหลายฉบับ ซึ่งกฎหมายบางฉบับและความผิดบางฐานก็ไม่จำเป็นเลยที่จะต้องกำหนดโทษให้ประชาชน ก็ได้กำหนดเป็นโทษปรับ ซึ่งเป็นโทษทางอาญาอย่างหนึ่งเช่นกัน
หนึ่งในความพยายามแก้ไขปัญหากฎหมายอาญาเฟ้อตั้งแต่ต้นทาง ก็คือ การออกกฎหมายเรื่องการปรับเป็นพินัย เพื่อลดภาระการดำเนินคดีทางอาญา
ปรับเป็นพินัย มาตรการให้คนจนไม่ถูกขังเมื่อไม่มีเงินจ่ายค่าปรับ
พระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 เสนอโดยคณะกรรมการกฤษฎีกา ผ่านการเห็นชอบของรัฐสภาและประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2565 เป็นก้าวแรกของรัฐที่คิดจะแก้ไขปัญหาสภาวะกฎหมายอาญาเฟ้อผ่านกลไกทางกฎหมาย โดยเดินตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 77 ที่การกำหนดโทษทางอาญาต้องเป็นกรณีความผิดร้ายแรงเท่านั้น
เนื่องจากมีกรณีที่ผู้กระทำความผิดทางอาญาจำนวนมากมีฐานะยากจนไม่มีกำลังพอที่จะจ่ายค่าปรับ และกฎหมายอาญากำหนดให้คนเหล่านี้ต้องถูก กักขังแทนค่าปรับ ในอัตราวันละ 500 บาท ในขณะที่ผู้มีกำลังทรัพย์พอที่จะจ่ายค่าปรับได้นั้นมีโอกาสมากกว่าที่จะไม่เดือดร้อนจากการกระทำความผิดและถูกลงโทษ จนกระบวนการยุติธรรมกลายเป็นโทษกับคนจนเท่านั้น สภาพดังกล่าวส่งผลให้เกิดปัญหาอื่นควบคู่ตามมาที่เห็นได้ชัดเจนมากที่สุด คือ ปัญหา ‘นักโทษล้นคุก’ โดยจากสถิติล่าสุดปลายปี 2564 ประเทศไทยมีจำนวนนักโทษสูงสุดเป็นอันดับเจ็ดของโลก และกำลังประสบปัญหานักโทษล้นคุกอย่างหนักติดอันดับ 6 ของโลก อันดับสามของเอเชีย และครองอันดับหนึ่งในอาเซียน เมื่อผู้ต้องขังมีจำนวนมากขึ้นเท่าไร งบประมาณในการดูแลก็ต้องเพิ่มขึ้นเท่านั้น
การกำหนดมาตรการอื่นที่เหมาะสมหรือปรับเปลี่ยนสภาพบังคับดังกล่าวไม่ให้เป็นโทษทางอาญา ไม่ให้คนจนต้องถูกคุมขังจึงเป็นเหตุผลสำคัญ ของการสร้างมาตรการลงโทษแบบใหม่ ที่เรียกว่า “ปรับเป็นพินัย”
การปรับเป็นพินัย คือ การกำหนดมาตรการลงโทษสำหรับผู้กระทำความผิดความผิดเล็กน้อย เช่น ไม่แสดงใบขับขี่ (โทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท) จอดรถขายของริมทาง (โทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท) หรือจะเรียกได้ว่ามาตรการนี้เข้ามาเปลี่ยนความผิดทางอาญาที่มีเฉพาะโทษปรับอย่างเดียว ให้เรียกใหม่ว่า “ปรับเป็นพินัย” หรือเปลี่ยนความผิดที่มีโทษทางปกครองในกฎหมายบางฉบับ ให้เป็นความผิดรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า “ความผิดทางพินัย”
ผลของการกระทำความผิดทางพินัยนี้การรับผิดยังคงเป็นการชำระเงินค่าปรับ แต่เมื่อไม่ใช่โทษทางอาญา ถ้าผู้กระทำความผิดไม่มีเงินจ่ายค่าประบเป็นพินัยนี้ การจำคุกหรือกักขังแทนค่าปรับก็จะไม่ถูกนำมาใช้ อีกทั้งไม่มีการบันทึกลงในประวัติอาชญากรรมที่จะทำให้ประชาชนผู้ทำความผิดเล็กน้อยต้องถูกตราหน้าว่าเป็นอาชญากร
ทำไมถึงใช้คำว่าพินัย?
คำว่า ‘พินัย’ หมายถึง เงินที่จะต้องชำระเป็นค่าปรับให้แก่รัฐ มาจากคำโบราณที่ใช้ในสมัยกฎหมายตราสามดวง โดยจุดประสงค์ของผู้ร่างที่เลือกใช้คำในภาษาโบราณก็เพราะไม่ต้องการให้เกิดการสับสนกับคำว่า ‘ค่าปรับทางปกครอง’ ที่โดยสภาพเป็นความผิดต่อกฎระเบียบหรือเป็นความผิดที่ไม่ร้ายแรงเช่นกัน
ผู้ร่างต้องการเน้นย้ำให้เห็นว่าการปรับเป็นพินัยเป็นมาตรการหรือการกำหนดโทษอีกลักษณะหนึ่งขึ้นมาใหม่ในระบบยุติธรรมไทยที่ไม่ใช่โทษปรับทางอาญา โทษทางแพ่ง โทษทางปกครอง หรือโทษทางวินัย
คำนึงถึงสถานะทางเศรษฐกิจ กำหนดโทษต่ำๆ ได้
สำหรับหลักเกณฑ์ในการพิจารณาปรากฏอยู่ในมาตรา 9 ซึ่งกำหนดให้การพิจารณาจะต้องคำนึงถึงความเหมาะสมกับสภาพความผิดและกำหนดค่าปรับให้เหมาะสมกับฐานะของผู้กระทำความผิด โดยการกำหนดค่าปรับพินัยจะมากน้อยเพียงใดนั้นให้พิจารณาให้เหมาะสมกับข้อเท็จจริง ดังต่อไปนี้
(1) ระดับความรุนแรงของผลกระทบต่อชุมชนหรือสังคมจากความผิดนั้น ๆ
(2) ความรู้ผิดชอบ อายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา ฯลฯ เกี่ยวกับผู้กระทำความผิด
(3) ผลประโยชน์ที่ผู้กระทำความผิดหรือบุคคลอื่นได้รับจากการกระทำความผิดทางพินัย และ
(4) สถานะทางเศรษฐกิจของผู้กระทำความผิด
ที่สำคัญร่างมาตรา 10 ได้กล่าวถึงกรณีหากเป็นความผิดที่เกิดจากความยากจนข้นแค้นหรือเพราะความจำเป็นอย่างแสนสาหัสในการดำรงชีวิต ศาลจะกำหนดค่าปรับเป็นพินัยต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้เพียงใดก็ได้ หรือจะว่ากล่าวตักเตือนแทนโดยไม่ปรับเป็นพินัยเลยก็ได้เช่นกัน นอกจากนี้ การชำระค่าปรับพินัยสามารถดำเนินการได้ทางอิเล็กทรอนิกส์ ผ่อนชำระเป็นรายงวด หรือหากผู้กระทำความผิดไม่อยู่ในฐานะที่จะชำระค่าปรับศาลอาจพิจารณาให้ทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับก็ได้
การปรับเป็นพินัยนำไปใช้กับกฎหมายใดบ้าง ?
การปรับเป็นพินัยจะถูกนำไปใช้กับความผิดที่มีโทษปรับสถานเดียวตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันตามรายชื่อกฎหมายในบัญชีท้ายร่างพระราชบัญญัติให้เป็นความผิดทางพินัย โดยจะแยกเป็นกรณีความผิดอาญาที่มีโทษปรับสถานเดียว(บัญชีแนบท้าย 1 และ 2) และความผิดที่มีโทษปรับทางปกครอง (บัญชีที่3)
กรณีความผิดอาญาที่มีโทษปรับสถานเดียว แบ่งออกเป็น 2 บัญชี ได้แก่
บัญชีที่ 1 เป็นกฎหมายที่ให้เปลี่ยนเป็นความผิดทางพินัยโดยอัตโนมัติ (เมื่อพ้นกำหนด 365 วัน นับแต่วันที่พระราชบัญญัติฉบับนี้ประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา) จำนวน 176 ฉบับ ตัวอย่างเช่น พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522
บัญชีที่ 2 เป็นกฎหมายที่หน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมายจะเปลี่ยนเป็นความผิดทางพินัยหรือไม่ก็ได้ หากจะเปลี่ยนต้องตราพระราชกฤษฎีกาก่อนเปลี่ยนเป็นความผิดทางพินัย จำนวน 33 ฉบับ ด้วยเหตุที่กฎหมายในหมวดนี้แม้จะมีโทษปรับสถานเดียวเช่นกันกับในบัญชีแรก แต่หน่วยงานที่บังคับใช้ยังไม่พร้อมให้เปลี่ยนเป็นความผิดทางพินัยเนื่องจากมีข้อกังวลในเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย และการไม่บรรลุวัตถุประสงค์ที่กฎหมายเฉพาะนั้นบัญญัติไว้เป็นพิเศษ ร่างพระราชบัญญัตินี้จึงได้เปิดช่องให้หน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมายฉบับนั้นๆ ตัดสินใจ ตัวอย่างเช่น ประมวลกฎหมายยาเสพติด
กรณีความผิดที่มีโทษทางปกครอง (บัญชีที่ 3) จำนวน3ฉบับ เป็นกฎหมายที่ในช่วงที่ผ่านมาได้มีการกำหนดมาตรการลงโทษโดยให้ใช้โทษปรับทางปกครองแทนโทษอาญา ซึ่งมาตรการดังกล่ามีหลักการเช่นเดียวกับการปรับเป็นพินัย ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จึงได้กำหนดให้เปลี่ยนความผิดที่มีโทษทางปกครองเป็นความผิดทางพินัยด้วย เพื่อให้การพิจารณาและการกำหนดโทษของเจ้าหน้าที่เป็นระบบเดียวก้น ตัวอย่างเช่น พระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม พ.ศ.2562
ไม่จ่ายค่าปรับไม่ต้องติดคุก แต่อาจถูกยึดทรัพย์
ตามมาตรา 30 กำหนดว่า ผู้ใดต้องคำพิพากษาให้ชำระค่าปรับเป็นพินัย ไม่ชำระค่าปรับภายในเวลาที่ศาล
กำหนด ให้ศาลมีอำนาจออกหมายบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องในทรัพย์สินของผู้นั้น
เพื่อชำระค่าปรับเป็นพินัย
มาตรา 12 กำนดว่า เมื่อได้มีคำสั่งหรือคำพิพากษาอันเป็นที่สุดให้ผู้ใดชำระค่าปรับเป็นพินัย ถ้าผู้นั้นมิได้ชำระหรือชำระค่าปรับเป็นพินัยแล้วแต่ยังไม่ครบถ้วน และเกินห้าปีนับแต่วันที่มีคำสั่งหรือคำพิพากษาดังกล่าว จะบังคับตามคำสั่งหรือคำพิพากษาต่อผู้นั้นมิได้
ความในวรรคหนึ่งไม่ใช้บังคับแก่การขายทอดตลาดหรือจำหน่ายโดยวิธีอื่นซึ่งทรัพย์สินหรือ
สิทธิเรียกร้องที่ถูกยึดหรืออายัดไว้ภายในกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่ง
ประโยชน์จากการปรับโทษปรับทางอาญาเป็นโทษทางพินัย?
1. คุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชน เพราะเป็นการกำหนดให้ความผิดอาญาต้องเป็นการกระทำที่ร้ายแรงเท่านั้น
2. ไม่มีการกักขังแทนค่าปรับ ไม่มีการบันทึกประวัติอาชญากรรม โทษทางพินัยจึงไม่มีผลกระทบต่อชีวิต หน้าที่การงานของประชาชนไม่ทำให้เสื่อมเสียประวัติตน
3. ลดภาระประชาชน เนื่องจากเป็นการกำหนดให้เป็นภาระของเจ้าหน้าที่รัฐที่จะนำคดีไปสู่ศาล
4. รัฐประหยัดงบประมาณและทรัพยากร เพราะเป็นการลดขั้นตอนไม่ต้องใช้กระบวนการเต็มรูปแบบดังเช่นคดีอาญา
5. แบ่งเบาภาระงานของตำรวจ เพราะเป็นการกำหนดให้เจ้าหน้าที่รัฐมีบทบาทหลักในการดำเนินการปรับเป็นพินัย
cr.
ที่มา https://www.ilaw.or.th/articles/53957
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น