กรณีนี้เป็นประเด็นที่สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงทั้งทางกฎหมายและชีวิตของประชาชน หาก อบต. หรือเทศบาล นำรถพยาบาลฉุกเฉิน (Ambulance/รถกู้ชีพ) ไปใช้รับส่งผู้ป่วยตามนัดประจำจนหมด โดยไม่สแตนด์บายรอเหตุฉุกเฉิน เมื่อมีอุบัติเหตุร้ายแรงเกิดขึ้นแล้วไม่มีรถไปช่วยจนผู้ประสบภัยเสียชีวิต ผู้บริหารท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมรถต้องรับผิดชอบทั้งทางวินัย อาญา และทางแพ่ง (ละเมิด) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้*
* วัตถุประสงค์ที่ถูกต้อง: รถพยาบาลฉุกเฉินต้องใช้เพื่อภารกิจ "การแพทย์ฉุกเฉิน" เท่านั้น คือการช่วยเหลือประชาชนที่บาดเจ็บหรือป่วยกะทันหันในภาวะวิกฤตที่เป็นภยันตรายต่อชีวิต [1]
* ข้อห้าม: ห้ามนำรถพยาบาลฉุกเฉินไปใช้ในภารกิจอื่นที่ไม่ใช่การแพทย์ฉุกเฉิน (เช่น การรับส่งผู้ป่วยกลับบ้าน หรือการรับส่งผู้ป่วยทั่วไปที่ไม่มีอาการเจ็บป่วยฉุกเฉินไปตามนัดแพทย์) [2]
* ข้อยกเว้น: หากจะช่วยผู้ป่วยติดเตียงหรือผู้ยากไร้ อปท. ต้องใช้ รถส่วนกลางประเภทอื่น และต้องตั้งงบประมาณช่วยเหลือตาม ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยค่าใช้จ่ายเพื่อช่วยเหลือประชาชนฯ ไม่ใช่เอารถกู้ชีพฉุกเฉินหลักไปวิ่งจนหน่วยบริการว่างเปล่า [3]
*
------------------------------
##
2. ผลทางกฎหมาย: เมื่อประชาชนเสียชีวิต "ใคร" ต้องรับผิดชอบอะไรบ้าง? เมื่อเกิดความเสียหายจนถึงแก่ชีวิต นิติสัมพันธ์และการรับผิดชอบจะถูกแบ่งออกเป็น 3 ทางทันที:
##
1) ความรับผิดทางแพ่งและละเมิด (หน่วยงานจ่ายก่อน แล้วไล่เบี้ยเก็บเงินจากเจ้าหน้าที่) ในทางกฎหมายปกครอง การที่หน่วยงานละเลยไม่สแตนด์บายรถกู้ชีพจนคนตาย ถือเป็น "การละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร"
*
* ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 5 ทายาทของผู้เสียชีวิตมีสิทธิยื่นฟ้อง อบต. หรือเทศบาล ต่อศาลปกครอง เพื่อเรียกค่าสินไหมทดแทนความเสียหายจากการบริการสาธารณะที่ผิดพลาด
* การไล่เบี้ยเอาเงินคืน: เมื่อ อบต. หรือเทศบาล ชดใช้เงินค่าเสียหายให้แก่ญาติผู้เสียชีวิตไปแล้ว หน่วยงานมีหน้าที่ต้องตั้งกรรมการสอบสวนละเมิดตาม มาตรา 8 และมาตรา 10 เพื่อไป "ไล่เบี้ย (เรียกเงินคืน)" จากตัวผู้บริหารท้องถิ่น (นายก อบต./เทศมนตรี) และข้าราชการผู้ควบคุมรถ ที่อนุมัติให้นำรถไปใช้ผิดประเภท เนื่องจากถือเป็นการกระทำโดย "ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง" งบประมาณหลวงจะไม่รับผิดชอบให้กับการกระทำที่ฝ่าฝืนระเบียบสั่งการเวียนส่วนกลาง [4]
*
##
2) ความรับผิดทางอาญา (ติดคุกฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่) ผู้บริหารท้องถิ่น (นายกฯ) หรือหัวหน้าส่วนราชการ (เช่น ผู้อำนวยการกองสาธารณสุข) รวมถึงเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบระบบกู้ชีพ มีความเสี่ยงที่จะถูกดำเนินคดีอาญา:
*
* ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157: ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต (มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี)
* ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291: ฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย (เนื่องจากรู้เยี่ยงวิญญูชนและผู้เชี่ยวชาญอยู่แล้วว่า การละทิ้งหน่วยบริการฉุกเฉินย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าหากมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น จะไม่สามารถช่วยชีวิตประชาชนได้ทันท่วงที)
*
##
3) ความรับผิดทางวินัย ข้าราชการที่เกี่ยวข้องทั้งหมดจะถูกตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง เนื่องจากไม่ปฏิบัติตามระเบียบและหนังสือสั่งการของทางราชการอย่างเคร่งครัด จนทำให้ราชการเสียหายอย่างย่อยยับและเสื่อมเสียชื่อเสียง มีโทษสูงสุดคือ "ให้ออก" หรือ "ไล่ออก" [5]
------------------------------
##
3. แนวเทียบเคียงจากบรรทัดฐานศาลปกครองสูงสุด ศาลปกครองสูงสุดเคยมีแนวคำพิพากษาเกี่ยวกับการละเลยหน้าที่ของหน่วยงานกู้ภัยและดับเพลิงจัดวางไว้เป็นบรรทัดฐาน (เทียบเคียง คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 200/2561) วินิจฉัยว่า:
"หน่วยงานทางปกครองมีหน้าที่โดยตรงในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รวมถึงจัดให้มีเครื่องมือและยานพาหนะพร้อมปฏิบัติงานตลอดเวลา การที่หน่วยงานไม่เตรียมพร้อม หรือบริหารจัดการยานพาหนะกู้ภัยจนไม่สามารถระงับเหตุหรือช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้ทันท่วงที ถือเป็นการละเว้นหน้าที่และทำละเมิดต่อประชาชน หน่วยงานต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน"
นอกจากนี้ ในฝั่งของพนักงานขับรถ หากนำรถออกไปโดยไม่มีใบสั่งการที่ถูกต้องตามระเบียบพัสดุและการใช้รถส่วนกลาง พนักงานขับรถรายนั้นก็อาจต้องร่วมรับผิดทางแพ่งในอัตราร้อยละ 50 ตามสัดส่วนความประมาทเลินเล่อด้วยเช่นกัน [4]
------------------------------
##
สรุปส่งท้าย รถพยาบาลฉุกเฉิน อบต./เทศบาล "ห้ามจอดว่างเปล่าเพราะออกไปวิ่งงานประจำจนหมด" เด็ดขาด
ระบบบริหารจัดการที่ดี จะต้องมีการจัดแบ่งสัดส่วนรถอย่างชัดเจน หากมีรถคันเดียว ต้องล็อกไว้สแตนด์บายเพื่อเหตุฉุกเฉิน 1669 เท่านั้น การตามใจฐานเสียงด้วยการนำรถกู้ชีพไปส่งคนป่วยเดินได้ตามแพทย์นัด จึงเป็นความเสี่ยงขั้นสูงสุดที่อาจพาผู้บริหารและเจ้าหน้าที่พัสดุเข้าคุกและต้องชดใช้เงินนับล้านบาทหากเกิดเหตุสลดขึ้นมาครับ! 
[6] ------------------------------