วันอังคารที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2569

เส้นทางความก้าวหน้าของข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น

 เส้นทางความก้าวหน้าของข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น

ดูวีดีโอบรรยายลิงก์นี้

https://youtu.be/3oDRWGoq578?si=-cRjnrC4QDrceCH3


โหลดไฟล์PDf บรรยายลิงก์นี้

https://drive.google.com/file/d/15FrURfEC4dxJ8GsMShWJOPi4kq6q828O/view?usp=sharing











ภาพในวัยหนุ่มของ "โค้ชอ๊อต" เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร

 



ภาพในวัยหนุ่มของ "โค้ชอ๊อต" เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร
- ศิษย์เก่าโรงเรียนวัดสระแก้ว และ โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย (ร.ส. รุ่น 80)
- อดีตนักกีฬาวอลเลย์บอลชายทีมชาติไทย ระหว่างปี พ.ศ.2526 - 2541
- หัวหน้าผู้ฝึกสอนวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ.2541 - 2559, 2567 - ปัจจุบัน
ผู้พัฒนาวงการวอลเลย์บอลไทย จนกลายเป็นทีมชั้นแนวหน้าของเอเชียและของโลก
.
ประวัติ
โค้ชอ๊อต หรือ จ่าอากาศเอก เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร เกิดเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ.2509 ที่อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา จบปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คณะศึกษาศาสตร์ ภาควิชาพลศึกษา โค้ชอ๊อตเติบโตมาในครอบครัวนักกีฬา เริ่มเล่นวอลเลย์บอลครั้งแรก เมื่ออายุ 14 ปี โดยมีคุณพ่อ คือ ไสว รัชตเกรียงไกร อดีตนักวอลเลย์บอลของนครราชสีมา เป็นผู้ฝึกสอนคนแรกของโค้ชอ๊อต ส่วนคุณแม่เป็นนักวิ่ง ด้วยความที่เติบโตมาในค่ายทหาร(ค่ายสุรนารี) และมักจะเห็นคนเล่นวอลเลย์บอลในค่ายบ่อยๆ และด้วยความที่มีคุณพ่อเป็นนักวอลเลย์บอล จึงทำให้โค้ชอ๊อต เดินตามรอยได้อย่างรวดเร็ว และเริ่มติดทีมชาติชุดใหญ่เมื่ออายุ 17 ปี
.
จนกระทั่งโค้ชอ๊อต อายุ 19 ปี ก็ได้เป็นหนึ่งใน 12 ขุนพลลุยศึกซีเกมส์ พ.ศ.2528 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ โดยก่อนหน้าการแข่งขัน โค้ชอ๊อตถูกฝึกอย่างหนัก นอกจากซ้อมตามโปรแกรมแล้ว ยังถูกซ้อมแบบเฉพาะตัวอีกด้วย ซึ่งจุดประสงค์ที่โค้ชอ๊อดถูกซ้อมหนักเช่นนี้ เป็นเพราะต้องการสร้างความแข็งแกร่งให้สามารถรับมือกับศึกใหญ่ได้ และการฝึกซ้อมอย่างหนักครั้งนี้ ก็ถือว่าได้ผล เพราะทีมวอลเลย์บอลชายไทยสามารถคว้าเหรียญทองได้เป็นครั้งแรกในรอบ 26 ปี และเป็นครั้งแรกที่เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร ได้รับรางวัลสูงสุดในฐานะผู้เล่นทีมชาติ
.
ส่วนผลงานในสมัยทีมชาติของ โค้ชอ๊อต มีมากมาย อาทิ การคว้าเหรียญทองซีเกมส์ในปี พ.ศ. 2528, พ.ศ. 2538 การคว้าเหรียญเงินซีเกมส์ในปี พ.ศ. 2534, พ.ศ. 2536 และ พ.ศ. 2540 และการคว้าเหรียญทองแดงซีเกมส์ในปี พ.ศ. 2530, พ.ศ. 2532 อีกทั้งโค้ชอ๊อต ยังได้เข้าร่วมแข่งขันในกีฬาเอเชียนเกมส์ ปี พ.ศ. 2533, พ.ศ. 2537 และ พ.ศ. 2541 และปิดฉากการรับใช้ทีมชาติ ในปี พ.ศ. 2541 จากการนำทีมชายไปแข่งชิงแชมป์โลก ในฐานะตัวแทนทวีปเอเชีย
.
ทั้งนี้ในระหว่างที่โค้ชอ๊อตเรียนอยู่ โค้ชอ๊อตก็เล่นให้กับทีมชาติ และสโมสรทหารอากาศด้วย ส่วนสาเหตุที่ตัดสินใจเลิกเล่นเพราะกระดูกหัวเข่าแตก เล่นไม่ไหวเพราะเป็นตัวตบ ต้องกระโดดเยอะ
.
ด้านงานผู้ฝึกสอน โค้ชอ๊อดเคยคุมทีมวอลเลย์บอลชายมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในช่วงที่เป็นนิสิต หลังจากนั้นก็ทำทีมวอลเลย์บอลชายอีกหลายทีม ก่อนที่จะมาเริ่มต้นเปิดตำนานทีมวอลเลย์บอลหญิงยุคดรีมทีม 2001 โดยมีจุดมุ่งหมายสร้างทีมวอลเลย์บอลหญิงชุดเล็ก เพื่อดันขึ้นสู่ชุดใหญ่ ทดแทนรุ่นพี่
.
จากนั้น โค้ชอ๊อตก็ได้รับงานผู้ฝึกสอนทีมวอลเลย์บอลหญิงชุดใหญ่ครั้งแรกในปี พ.ศ.2541 พร้อมกับสร้างประวัติศาสตร์พาทีมเข้าไปเล่นรายการเวิลด์แชมเปียนชิพสำเร็จ ก่อนที่จะจบอันดับที่ 15 ต่อมาในปี พ.ศ.2543 โค้ชอ๊อดก็พาทีมไทยไปลุยศึกเวิลด์ กรังด์ปรีซ์ ได้เป็นครั้งแรก และหลังจากนั้นไทยก็เป็นทีมขาประจำที่ได้ลุยศึกเวิลด์ กรังด์ปรีซ์ มาโดยตลอด
.
หลังจากโค้ชอ๊อตได้รับงานคุมทีมชุดใหญ่ ทีมวอลเลย์บอลหญิงไทยก็พัฒนาขึ้นจนประสบความสำเร็จภายในระยะเวลาไม่นาน เพราะหลังจากโค้ชอ๊อดรับงานเพียงแค่ 3 ปี ก็สามารถพาทีมคว้าเหรียญทองแดงรายการชิงแชมป์เอเชียได้ในปี พ.ศ.2544 ต่อด้วยเหรียญทองแดงในปี พ.ศ.2550
.
ส่วนความสำเร็จระดับสูงสุด โค้ชอ๊อดใช้เวลา 11 ปีในการสานฝันที่เป็นจริง ด้วยการพาทีมชาติไทยล้มมหาอำนาจวอลเลย์บอลอย่างจีน ที่ตอนนั้นอยู่อันดับ 4 ของโลก ได้ 3-1 เซต ในศึกชิงแชมป์เอเชียเมื่อปี พ.ศ.2552 ที่เวียดนามเป็นเจ้าภาพ คว้าแชมป์เอเชียมาครองได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย
.
ในปี พ.ศ.2555 สามารถพาทีมชาติไทยคว้าแชมป์รายการเอเชียน คัพ 2012 ที่ประเทศคาซัคสถานได้ ด้วยการชนะทีมชาติจีน 3-1 เซต และในปีเดียวกันนี้ ทีมวอลเลย์บอลสาวไทยก็สามารถคว้าแชมป์เอเชีย ได้เป็นสมัยที่สอง ในรอบ 4 ปี โดยชนะทีมชาติญี่ปุ่นที่อยู่ในอันดับ 3 ของโลก ในรอบชิง 3-0 เซต จุดกระแสวอลเลย์บอลให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
.
ผลงานในฐานะทีมชาติ
- เหรียญทองซีเกมส์ในปี พ.ศ. 2528, พ.ศ. 2538
- เหรียญเงินซีเกมส์ในปี พ.ศ. 2534, พ.ศ. 2536, พ.ศ. 2540
- เหรียญทองแดงซีเกมส์ในปี พ.ศ. 2530, พ.ศ. 2532
- เข้าร่วมแข่งขันในกีฬาเอเชียนเกมส์ ปี พ.ศ. 2533, พ.ศ. 2537 และ พ.ศ. 2541
- ตัวแทนทวีปเอเชีย ในการแข่งขันวอลเลย์บอลชายชิงแชมป์โลก พ.ศ. 2541
.
ผลงานในฐานะโค้ชทีมชาติ
- พ.ศ. 2540 อันดับ 4 วอลเลย์บอลเยาวชนเอเชีย
- พ.ศ. 2540 รองแชมป์ถางลอง คัพ ที่เวียดนาม
- พ.ศ. 2540 อันดับ 5 ศึกยุวชนหญิงชิงแชมป์โลก
- พ.ศ. 2541 อันดับ 15 รายการเวิลด์แชมเปี้ยนชิพ
- พ.ศ. 2543 อันดับ 3 ในการแข่งขันวอลเลย์บอลกีฬามหาวิทยาลัยโลกที่จีน
- พ.ศ. 2544 เหรียญทองแดงในรายการชิงแชมป์เอเชีย
- พ.ศ. 2552 คว้าแชมป์วอลเลย์บอลหญิงเอเชีย ครั้งแรก
- พ.ศ. 2554 อันดับที่ 6 ในศึกเวิลด์กรังด์ปรีซ์
- พ.ศ. 2554 อันดับ 4 ในรายการชิงแชมป์เอเชีย
- พ.ศ. 2555 อันดับ 4 ในรายการเวิลด์กรังด์ปรีซ์
- พ.ศ. 2555 อันดับ 1 ในรายการเอเชียนคัพ
- พ.ศ. 2556 คว้าแชมป์วอลเลย์บอลหญิงเอเชีย ครั้งที่ 2
- พ.ศ. 2569 คว้าแชมป์วอลเลย์บอลหญิงเอเชีย ครั้งที่ 4
.
ชีวิตส่วนตัว
เดือนตุลาคม พ.ศ.2557 โค้ชอ๊อต แต่งงานกับ เฟง คุน อดีตนักวอลเลย์บอลมือเซตของจีน ชุดโอลิมปิกปี ค.ศ.2004 หลังจากที่ทั้งสองคนคบหากันมา 4 ปี โดยที่โค้ชอ๊อตและ เฟง คุน จะเข้ารับพระราชทานน้ำสังข์จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ.2557 และมีงานเลี้ยงฉลองเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2557 ปัจจุบันมีบุตรชายด้วยกัน 1 คน
.
ข้อมูลอ้างอิง
- วิกิพีเดีย
- กระปุกดอทคอม
ภาพจาก FB : Kiattipong Radchatagriengkai

สลากกินแบ่งรัฐบาลงวดวันพุธที่ 16 กันยายน 2569

 สลากกินแบ่งรัฐบาลงวดวันพุธที่ 16 กันยายน 2569


คาถาถูกหวย
อุเย อะเย อุอากะสะ
(สวด 9 จบ)
🙏

ซักซ้อมแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการเบิกค่าใช้จ่ายในการดำเนินการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

 ซักซ้อมแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการเบิกค่าใช้จ่ายในการดำเนินการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

https://www.dla.go.th/download/OfficialDocFile/20260827/29FE7E8E-0962-68B4-8273-14022C2F448B_%C74963_%C5%C7_27_%CA%A4_69.pdf?notDownload=Y







สลากกินแบ่งรัฐบาลงวดวันอังคารที่ 1 กันยายน 2569

 สลากกินแบ่งรัฐบาลงวดวันอังคารที่ 1 กันยายน 2569





หวยแม่จำเนียร 1 กันยายน 2569 เปิดแนวทาง 10 อันดับเลขเด็ดขายดี งวดหวยสัญจร จ.ระยอง (1 9 69) ลุ้นรับเงินก้อนฉลองต้นเดือน

บรรยากาศการเลือกซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดประจำวันที่ 1 กันยายน 2569 กลับมาคึกคักอีกครั้ง เมื่อแผงหวยแม่จำเนียร ได้ปล่อยชุดสรุปแนวทาง 10 เลขเด็ดขายดี ประจำงวด 1 กันยายน 2569 ทั้งงวดนี้ยังเป็นความพิเศษเพิ่มอีกเท่า คือ สลากสัญจร จ.ระยอง (1 9 69) ทำให้แนวทางของแม่จำเนียรได้รับความนิยมจากเหล่าคอหวยมากยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม

สำหรับ หวยแม่จำเนียร งวด 1 ก.ย. 69 ยังคงรวบรวมชุดเลขท้าย 2 ตัว จากหลากหลายกระแสข่าวสำคัญ และเหตุการณ์สำคัญที่โด่งดังในช่วงนี้มารวมไว้แบบไม่มีกั๊ก ทั้งยังจัดอันดับ 10 เลขเด็ดขายดีเอาไว้ให้ด้วย เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับกลุ่มนักเสี่ยงโชคได้พิจารณากันอย่างเต็มที่ก่อนถึงวันประกาศผลสลากกินแบ่งรัฐบาลไทย 1 กันยายน 2569 ประกอบด้วย

อันดับ 1 : เลข 83

เลขอายุ หลวงปู่จื่อ พันธมุตโต เกจิดังแห่งวัดเขาตาเงาะอุดมพร ละสังขาร สิริอายุ 83 ปี 51 พรรษา
อันดับ 2 : เลข 09

แนวทางจากสถิติสลากสัญจร เลข 9 ออกบ่อยมากที่สุด คอหวยจึงวิเคราะห์ให้เป็น 09-90
อันดับ 3 : เลข 19

เลขวันเสียชีวิต เร แม๊คโดแนลด์ (19 ส.ค. 69)
อันดับ 4 : เลข 42

เลขเด็ด แม่ชีบ๋ากว้าง และเลขปฏิทินจีน
อันดับ 5 : เลข 49

เลขอายุ เร แม๊คโดแนลด์ นักแสดงและพิธีกรชื่อดังผู้ล่วงลับ
อันดับ 6 : เลข 57

เลขอายุ ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง “นายไตรภพ วงศ์ไตรรัตน์”
อันดับ 7 : เลข 78

เลขเด็ด บ่าวสุพรรณ
อันดับ 8 : เลข 72

เลขเรือ อับบราฮัม ลินคอน และเลขปู่หางเดียว
อันดับ 9 : เลข 50

เลขเด็ด แม่ชีบ๋ากว้าง ยังคงติดอีกอันดับในหวยใบชมพูของแม่จำเนียร งวด 1 ก.ย. 69
อันดับ 10 : เลข 25

เลขเด็ด ปู่หางเดียว

ภาพจาก : FB ครอบครัวแม่จำเนียรลอตเตอรี่ By สาขาสำโรง

เลขเด็ด แม่จำเนียร งวด 1 9 69

วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2569

📣 แจ้งความคืบหน้า การตรวจสอบ ทบทวนคะแนนสอบสายผู้บริหารท้องถิ่น69 (update 14.26น. 28/8/69)

 


📣 แจ้งความคืบหน้า การตรวจสอบ ทบทวนคะแนนสอบสายผู้บริหารท้องถิ่น69 (update 14.26น. 28/8/69)
1. เปิดช่องทาง ผู้ติด* ดอกจันทร์ ตามนี้ ขอให้ติดต่อภายใน 2 ก.ย.69
2. ตรวจสอบแล้ว คะแนนความดีความชอบบางตำแหน่ง มีสูงสุด 10.5 ขั้น เพราะ รอบ1 ครึ่งปีหลัง(ตุลา63) บางคนได้ 1.5 (ครึ่งปีแรกได้ 0.5ขั้น /บางคนเดือนเมษา68 (รอบครึ่งปีแรกได้1.5)
3. เรื่องคะแนนอาวุโสสูงสุดบางตำแหน่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบและมีผลจริงเช่น ตำแหน่ง หัวหน้าฝ่ายคลัง อบต (อายุงานสูงสุดจะเปลี่ยนจาก 40ปี เป็น30ปี)
4. จะไม่พิจารณาจากสาเหตุ ที่ผู้สมัครกรอกข้อมูลผิด เพราะมีผลได้เสียกับผู้อื่นด้วย แต่หากตรวจสอบแล้ว ตรวจจากข้อผิดพลาดของการรวมคะแนน จากกรรมการของ ม.ธรรมศาสตร์และ กรม สถ. กำลังตรวจให้ครับ ทั้งนี้ จำนวนผู้ติด *ดอกจันทร์ จะมีมากขึ้น
5. เรื่องคะแนนผลวินัยสำหรับคนที่ได้ 4และ3คะแนน จะตรวจสอบให้ใหม่
6. หากสรุปข้อมูลแล้วจะมีการแจ้งแก้ไขบัญชีใหม่ภายใน 2 ก.ย.69
7. กรรมการจะตรวจสอบ คะแนนขั้นความดีความชอบ 2-4% =0.5 ,และเกิน4%=1 ใหม่ ในตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา

🙇กราบขออภัย ม.ธรรมศาสตร์จะเสนอแก้ไขบัญชีสอบผู้บริหารท้องถิ่น69 ใหม่ ตามข้อเท็จจริงที่ได้ตรวจสอบใหม่ กับอนุกรรมการสรรหาในวันที่ 31สิงหาคม2569
1.จะเลื่อนกำหนดการรายงานตัว 7-8 กันยายน2569 ออกไปก่อน
2.ถ้าอนุกรรมการสรรหา พิจารณาอนุมัติบัญชีที่เสนอใหม่ คาดจะเรียกรายงานตัว 10-11 กันยายน2569 ณ ม.ธรรมศาสตร์
3. บัญชีส่วนใหญ่ จะไม่มีเปลี่ยนแปลงคะแนนและลำดับ/มี1-2คน ที่ลำดับเปลี่ยน (มีคะแนนผลวินัย กับ ขั้นเงินเดือนบางคน)
4.บัญชีที่จะมีการเปลี่ยนแปลงคะแนนอายุงานสูงสุด (เต็ม15คะแนน) จาก40ปี เป็น สูงสุด30 ปีคือ หัวหน้าฝ่ายคลัง ของ อบต.
5. บัญชีที่จะมีการเปลี่ยนแปลง คะแนนขั้นเงินเดือน (เต็ม5 คะแนน) จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยยะ ส่วนใหญ่จาก 2 คะแนนจะเพิ่ม 2คะแนนกว่าๆ
😭😭 ไม่มีข้อแก้ตัวครับ แต่การแก้ไขบัญชีครั้งนี้เพื่อความถูกต้อง ของผู้สอบสุจริตครับ

cr. ศูนย์สอบธรรมศาสตร์

เมื่อหกสัปดาห์ก่อน ผมเพิ่งเกษียณอายุจากตำแหน่งแพทย์นิติเวชประจำจังหวัด

 


เมื่อหกสัปดาห์ก่อน ผมเพิ่งเกษียณอายุจากตำแหน่งแพทย์นิติเวชประจำจังหวัด

ตลอดระยะเวลา 31 ปี ผมอยู่กับร่างไร้วิญญาณมามากกว่า 7,000 ศพ และในวันนี้ผมกำลังจะเปิดเผยความจริงในสิ่งที่หากผมพูดออกไปก่อนหน้านี้ ผมคงถูกไล่ออกและริบเงินบำนาญในทันที
ตอนแรกผมเกือบจะไม่พูดมันออกมาแล้ว ภรรยาบอกให้ผมปล่อยวาง ส่วนอดีตเพื่อนร่วมงานต่างเตือนว่าผมกำลังจะทำให้องค์กรเสื่อมเสียชื่อเสียง และสำนักงานแพทย์ใหญ่ยังสามารถยื่นเรื่องตรวจสอบเพื่อระงับเงินบำนาญของผมได้ทุกเมื่อ แต่ตอนนี้ผมอายุ 62 ปีแล้ว ผมแบกรับความลับนี้มานานถึง 31 ปี และผมทนเงียบต่อไปไม่ได้อีกแล้วเมื่อต้องเห็นผู้คนมากมายตายไปต่อหน้าต่อตา
นี่คือความจริงครับ...
เกือบทุกศพที่ผมทำการผ่าชันสูตรตลอด 31 ปีที่ผ่านมา มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันอยู่ข้างใน แต่ผมกลับไม่เคยได้รับอนุญาตให้ระบุลงในใบมรณบัตรเลยแม้แต่ครั้งเดียว
มันคือพยาธิครับ... พวกมันรวมตัวกันเป็นอาณาจักร ตัวพยาธิชอนไชและเกาะติดแน่นอยู่กับผนังลำไส้เหมือนรากไม้ที่ชอนไชทะลุกำแพงปูน รอบๆ อวัยวะภายในจะมีคราบเมือกหนาสีเทาเกาะอยู่เต็มไปหมด มันคือสิ่งที่ทางการแพทย์เรียกว่า “ฟิล์มชีวภาพ” ราวกับมีใครบางคนเอาคราบเมือกเหนียวๆ ไปเทราดอวัยวะภายในทั้งหมดเอาไว้
ตับขยายใหญ่ ลำไส้บวมพอง เนื้อเยื่อถูกทำลายสะสมมานานหลายปี บางรายเป็นสิบๆ ปี แต่ในใบมรณบัตรทุกใบที่ผมต้องเซ็น กลับระบุสาเหตุการตายเหมือนเดิมซ้ำๆ: อวัยวะล้มเหลว, การเสียชีวิตโดยธรรมชาติ, หรือโรคแทรกซ้อน
ไม่เคยมีคำว่าพยาธิ... ไม่เคยมีความจริงปรากฏอยู่บนนั้นเลย
ผมอยากเล่าให้ฟังถึงเหตุการณ์ครั้งเดียวในชีวิตที่ผมพยายามจะเขียนความจริงลงไป และสิ่งที่เป็นผลลัพธ์ตามมา...
ตอนนั้นปี 2554 ผมทำงานนี้มาได้ 14 ปี ประสบการณ์มากพอที่จะเข้าใจทุกอย่างที่เห็นตรงหน้า และยังไร้เดียงสาพอที่จะคิดว่าความซื่อสัตย์เป็นสิ่งสำคัญ
ศพนั้นชื่อ คุณประชา
คุณประชาอายุ 49 ปี เป็นโค้ชบาสเกตบอลของโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง แต่งงานมาแล้ว 23 ปี มีลูก 3 คน คนโตสองคนเรียนมหาวิทยาลัย ส่วนคนเล็กยังอยู่บ้าน เขาเป็นคนรูปร่างใหญ่ กำยำ เป็นประเภทที่แค่เดินเข้ามาในห้องก็ทำให้คนรอบข้างรู้สึกปลอดภัย
ภรรยาของเขาเล่าให้ทีมแพทย์ฟังว่า เขาบ่นเรื่องปัญหาทางเดินอาหารมานานหลายปี ท้องอืดแน่นท้องทุกครั้งหลังทานอาหาร อ่อนเพลียอย่างหาสาเหตุไม่ได้ทั้งที่ร่างกายแข็งแรง มีอาการสมองเบลอ คิดอะไรช้าลง และมักจะสะดุ้งตื่นตอนดึกพร้อมกับเหงื่อออกท่วมตัว
หมอบอกเขาว่า: “คุณแค่เครียดเกินไป” ต่อมาก็วินิจฉัยว่าเป็น “โรคลำไส้แปรปรวน (IBS)” และสุดท้ายก็บอกว่า “อายุจะห้าสิบแล้ว ร่างกายก็เปลี่ยนไปเป็นธรรมดา”
คุณประชาเสียชีวิตในเช้าวันอาทิตย์วันหนึ่ง เขาหมดสติล้มฟุบลงในห้องครัวขณะกำลังทอดปาท่องโก๋เตรียมมื้อเช้าให้ลูกสาวคนเล็ก ลูกสาววัย 16 ปีของเขาเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดต่อหน้าต่อตา
ในรายงานของห้องฉุกเฉินระบุสาเหตุการตายเบื้องต้นว่า: ภาวะอวัยวะล้มเหลวหลายระบบโดยไม่ทราบสาเหตุชัดเจน
วันอังคาร ร่างของเขามาอยู่บนเตียงผ่าตัดของผม
ผมเริ่มลงมีดผ่า... และเมื่อเปิดช่องท้องออก ลำไส้ของเขาบวมพองโตกว่าขนาดปกติเกือบสองเท่า ตับขยายใหญ่และเปลี่ยนสี เสียหายรุนแรงจนแทบไม่เหลือสภาพเนื้อเยื่อตับที่แข็งแรง และอวัยวะทุกส่วนถูกปกคลุมด้วยคราบเมือกสีเทาหนาทึบ ในบางจุดคราบเมือกนั้นหนาจนมองไม่เห็นอวัยวะที่อยู่ข้างใต้เลยด้วยซ้ำ
ผมใช้เครื่องมือยกส่วนหนึ่งของลำไส้เล็กขึ้นมา...
มันคืออาณาจักรพยาธิขนาดมหึมา ตัวพยาธินับร้อยชอนไชฝังลึกเข้าไปในผนังลำไส้จนทะลุเป็นรูในหลายจุด พวกมันแพร่กระจายออกสู่ช่องท้อง ตับจนพรุนเหมือนโดนเครื่องจักรขุดเจาะมานานหลายปี ซึ่งความจริงมันก็เป็นแบบนั้นแหละครับ
คุณประชาไม่ได้ตายเพราะ “อวัยวะล้มเหลวโดยไม่ทราบสาเหตุ” เขาตายเพราะโดนพยาธิรุมกัดกินจากภายในร่างกายนานกว่า 15-20 ปี ในขณะที่หมอของเขาทำเพียงแค่แนะนำให้เขาไปบริหารจัดการความเครียด
ผมยืนมองร่างของเขา โค้ชบาสเกตบอลวัย 49 ปี พ่อของลูกสามคน ลูกสาวที่ต้องเห็นพ่อล้มลงไปต่อหน้าตอนทำมื้อเช้า และผมตัดสินใจ — เป็นครั้งแรกและครั้งเดียวในอาชีพของผม — ที่จะเขียนความจริงลงไปในรายงาน
ผมบันทึกทุกอย่างลงไปอย่างละเอียด ทั้งเรื่องพยาธิ คราบเมือกบิโอฟิล์ม ความเสียหายของผนังลำไส้ และเนื้อตับที่ถูกทำลาย ข้อมูลทั้งหมดถูกบันทึกเข้าสู่ระบบชันสูตรอย่างเป็นทางการ สาเหตุการตาย: ภาวะอวัยวะล้มเหลวหลายระบบอันเนื่องมาจากการติดเชื้อพยาธิเรื้อรังร่วมกับการก่อตัวของคราบเมือกบิโอฟิล์มหนาแน่น
ผมยื่นรายงานในวันพุธ... พอถึงวันศุกร์ ผมก็ถูกเรียกตัวเข้าไปนั่งในห้องทำงานของแพทย์ใหญ่ประจำสถาบัน
เขาไม่ได้ตะโกนใส่ผม ถ้าเขาทำแบบนั้นมันคงจะง่ายกว่า แต่เขาพูดด้วยท่าทางที่สงบ เป็นมืออาชีพ และน้ำเสียงนุ่มนวลอย่างน่าขนลุก
— “รายงานฉบับนี้จะสร้างปัญหาใหญ่”
— “แต่นั่นคือสิ่งที่ผมตรวจพบครับ”
— “ผมไม่สงสัยในสิ่งที่คุณเจอหรอก สมชาย แต่ผมสงสัยในความฉลาดของคุณที่เลือกใช้คำพูดแบบนี้”
เขาเริ่มอธิบายทีละข้อ คุณประชาเป็นคนไข้ในระบบโรงพยาบาลประจำจังหวัดมานาน 11 ปี รักษาตัวกับหมอถึง 4 คน บ่นเรื่องอาการป่วยเดิมๆ เป็นสิบๆ ครั้ง แต่ไม่มีหมอคนไหนเคยสั่งตรวจหาพยาธิเลยสักครั้งเดียว
หากรายงานของผมถูกปล่อยออกไป ภรรยาของคุณประชาจะฟ้องร้องโรงพยาบาล โรงพยาบาลจะถูกสอบสวน ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพของหมอหลายคนจะถูกตรวจสอบ และเบี้ยประกันความรับผิดชอบต่อความผิดพลาดทางการแพทย์ของทั้งระบบจะพุ่งสูงขึ้นทันที
— “อาจารย์กำลังสั่งให้ผมแก้เอกสารเหรอครับ?”
— “ผมกำลังบอกให้คุณทบทวนคำพูดใหม่ คำว่าอวัยวะล้มเหลวน่ะถูกต้องแล้ว ส่วนเรื่องพยาธิที่เจอมันเป็นแค่... บริบทข้างเคียง ไม่จำเป็นต้องเอาบริบทข้างเคียงทั้งหมดมาใส่ไว้ในบทสรุปสุดท้ายหรอก”
— “แต่ภรรยาของเขาควรได้รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ฆ่าสามีของเธอนะครับ!”
เขาจ้องหน้าผมอยู่เป็นเวลานาน ก่อนจะพูดว่า:
— “ภรรยาจะได้รับแจ้งว่าอวัยวะล้มเหลว ซึ่งมันคือสิ่งที่เกิดขึ้น หน้าที่ของเราคือบันทึกสาเหตุการตายโดยตรง ไม่ใช่มาวินิจฉัยย้อนหลังเพื่อสร้างความรับผิดชอบทางกฎหมายให้แก่คนที่ยังอยู่”
ผมค้างไปทันที...
— “แล้วถ้ามีเคสแบบนี้เกิดขึ้นอีกล่ะครับ?”
— “คุณก็แค่บันทึกสาเหตุการตายโดยตรง เหมือนที่ทุกคนในห้องนี้ทำ เหมือนที่แพทย์นิติเวชทุกคนในประเทศนี้ทำ”
เขาลุกขึ้นยืน เป็นอันจบการสนทนา
— “คุณเป็นหมอนิติเวชที่ดีนะ สมชาย อย่าทำให้ตัวเองต้องกลายเป็นตัวปัญหากับระบบเลย”
นั่นแหละครับ... ประโยคสั้นๆ ที่ซ่อนอยู่ภายใต้คำพูดอันสุภาพของเขา ความหมายของมันก็คือ: “ถ้าคุณทำอีก คุณจบเห่แน่”
ผมเดินกลับมาที่ห้องทำงาน แก้ไขรายงานของคุณประชา เปลี่ยนสาเหตุการตายเป็นระบบอวัยวะล้มเหลว ลบทุกคำที่กล่าวถึงพยาธิ ลบข้อมูลคราบเมือกบิโอฟิล์ม และลบรูปถ่ายความเสียหายทั้งหมดออกจากระบบ
ภรรยาของคุณประชาได้รับคำตอบเหมือนกับที่ทุกครอบครัวได้รับ: อวัยวะล้มเหลวค่ะ หมอเสียใจด้วยนะคะ เราไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด
หลังจากนั้นผมเจอเธออีกครั้งหนึ่งที่ซูเปอร์มาร์เก็ต เธอกำลังเลือกซื้ออาหารแช่แข็งสำหรับทานคนเดียว ตาของเธอแดงก่ำ และเธอไม่ได้สังเกตเห็นผมด้วยซ้ำ วันนั้นผมขับรถกลับมาถึงบ้าน และนั่งร้องไห้อยู่ในรถคนเดียวนานกว่า 20 นาที
และหลังจากนั้น... ผมก็ก้มหน้าก้มตาเซ็นใบมรณบัตรแบบเดิมต่อไปอีก 17 ปี
นี่คือสิ่งที่คนทั่วไปไม่เคยเข้าใจเกี่ยวกับระบบ พวกเขามักจะจินตนาการถึงการปกปิดที่ดูยิ่งใหญ่ มีคนใส่สูทหรูหรา มีการทำลายเอกสารลับ หรือการประชุมลับในมุมมืด ความจริงมันไม่ใช่เลยครับ! มันเริ่มต้นง่ายๆ แค่การพูดคุยในห้องทำงานห้องหนึ่ง ประโยคสั้นๆ แค่ประโยคเดียว: “อย่าทำตัวเป็นปัญหากับระบบ” แล้วคุณจะเข้าใจเอง คุณจะยอมจำนน สยบยอม แล้วเขียนคำว่า “อวัยวะล้มเหลว” จากนั้นก็เดินกลับบ้าน
ไม่มีใครบังคับให้คุณโกหกตรงๆ พวกเขาแค่ทำให้คุณเห็นภาพอย่างชัดเจนว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากคุณเลือกที่จะพูดความจริง และในที่สุด... คุณก็จะหยุดพูดมันไปเอง
หลังจากเคสของคุณประชา ผมไม่เคยบันทึกเรื่องการตรวจพบพยาธิลงในรายงานทางการอีกเลยตลอด 17 ปี แต่เชื่อไหมครับ... ผมไม่เคยหยุดเจอมันเลยแม้แต่สัปดาห์เดียว
ร่างแล้วร่างเล่า ลำไส้ที่บวมพองแบบเดิม คราบเมือกเหนียวที่เกาะตามอวัยวะแบบเดิม อาณาจักรพยาธิที่รุมกัดกินเนื้อเยื่อภายในร่างของผู้ชาย ผู้หญิง คนอายุ 30, 40, 50 หรือ 60 ปี บางรายอายุน้อยกว่านั้นด้วยซ้ำ ทุกคนมีประวัติการรักษาที่ระบุว่ามีอาการป่วยเรื้อรังมานานหลายปี ทุกคนมีผลการตรวจร่างกายจากห้องแล็บที่บอกว่า “ปกติ” ทุกคนได้รับคำบอกเล่าจากหมอว่า “คุณไม่ได้เป็นอะไร”
แต่ทุกคนกลับอัดแน่นไปด้วยพยาธิที่ไม่มีใครตรวจเจอ จนกระทั่งร่างของพวกเขามาอยู่บนเตียงผ่าตัดของผม... ในวันที่ทุกอย่างมันสายเกินไปแล้ว
ผมผ่าร่าง เห็นตัวพยาธิ จดบันทึกและถ่ายรูปเก็บไว้เป็นการส่วนตัว (ไม่ใช่เพื่อรายงานทางการ) แล้วก็สะกดกลั้นใจเขียนลงแผ่นกระดาษว่า: อวัยวะล้มเหลว เสียชีวิตโดยธรรมชาติ แล้วก็เดินกลับบ้าน
ผมทำสมุดบันทึกส่วนตัวเล่มหนึ่งไว้ ไม่ให้ใครเห็น มีเพียงวันที่ อายุ และสิ่งที่เป็นความจริงที่ผมตรวจเจอ จนถึงวันที่ผมเกษียณเมื่อหกสัปดาห์ก่อน ในสมุดเล่มนั้นมีรายชื่อบันทึกไว้มากถึง 2,700 รายชื่อ
2,700 คนที่ครอบครัวได้รับคำบอกเล่าว่า “หมอไม่รู้สาเหตุ” ทั้งๆ ที่ความจริงผมรู้เต็มอก!
นั่นคือสิ่งที่ผมแบกรับไว้ในใจตลอด 31 ปี และนี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ความลับนี้ไม่ได้เป็นแค่ความรู้สึกผิดอีกต่อไป แต่มันกลายเป็นสิ่งที่ผมไม่สามารถเพิกเฉยได้อีกแล้ว... เมื่อมันเกิดขึ้นกับ สุนีย์ ภรรยาของผมเอง
เราแต่งงานอยู่กินกันมา 34 ปี ตอนนี้เธออายุ 60 ปี เป็นอดีตคุณครูเกษียณ ทุกเช้าเธอจะเดินออกกำลังกายวันละ 5 กิโลเมตร เธอเป็นคนที่ดูสุขภาพดีที่สุดในทุกที่ที่เธอเดินเข้าไป
แต่เมื่อประมาณสองปีก่อน เธอเริ่มมีอาการท้องอืด
ตอนแรกมันดูเหมือนไม่มีอะไรรุนแรง แค่ต้องปลดกระดุมกางเกงออกหลังมื้อเย็น เธอยังขำๆ และพูดติดตลกว่า: “เราแก่ลงแล้วจริงๆ สินะ” แต่ผมขำไม่ออกเลยครับ
ต่อมาคืออาการอ่อนเพลีย สุนีย์ไม่เคยเป็นคนที่นอนกลางวันเลยตลอดชีวิต แต่จู่ๆ เธอกลับเริ่มฟุบหลับคาเก้าอี้ตอนสี่โมงเย็นทุกวัน ร่างกายเธอเพลียจนฝืนลืมตาไม่ไหว
จากนั้นก็เริ่มสะดุ้งตื่นตอนตี 3 ตรงเวลาเป๊ะราวกับตั้งนาฬิกาปลุก เธอนอนตาค้างอยู่ในความมืด ผมรู้สึกได้ว่าเธอนอนพลิกตัวไปมาข้ามคืน จ้องมองเพดาน เป็นแบบนี้อยู่หลายเดือน
และที่แย่ที่สุดคืออาการสมองเบลอ สุนีย์เป็นคนที่มีความจำดีและหัวไวมาก แต่เธอเริ่มนึกคำพูดไม่ออก ลืมเรื่องที่เพิ่งคุยกัน มีอยู่สัปดาห์หนึ่งเธอเรียกชื่อลูกสาวสลับกับชื่อหลานสาวถึงสามครั้ง แล้วเธอก็หัวเราะกลบเกลื่อน แต่หัวใจของผมหล่นวูบ... เพราะผมขำไม่ออกจริงๆ
ผมอ่านอาการเหล่านี้ในประวัติการรักษาของคนไข้มาเป็นร้อยๆ ราย เป็นพันๆ ราย ทุกเคสเริ่มต้นเหมือนกันเป๊ะ: ท้องอืด, เพลีย, นอนไม่หลับ, สมองเบลอ, และโหยหาของหวาน
และจุดจบของทุกรายจบลงที่เดียวกัน... บนเตียงชันสูตรของผม
สุนีย์ไปหาหมอ ตรวจเลือด ตรวจอุจจาระ ตรวจทุกอย่างตามโปรแกรมมาตรฐาน ผลตรวจออกมาพบว่า “ปกติทุกอย่าง”
แน่นอนครับ มันต้องปกติอยู่แล้ว!
ผมผ่าชันสูตรศพคนมามากกว่า 2,700 คน ที่มีผลการตรวจร่างกาย “ปกติ” มาตลอดชีวิต เพราะการตรวจอุจจาระแบบมาตรฐานจะตรวจเจอเฉพาะไข่หรือตัวพยาธิที่หลุดลอยมากับกากอาหารในจังหวะนั้นเท่านั้น แต่พวกตัวพยาธิที่ชอนไชฝังลึกเข้าไปในผนังลำไส้เป็นเซนติเมตร โดยมีคราบเมือกบิโอฟิล์มหนาแน่นคอยปกป้องไว้ พวกมันจะไม่หลุดออกมาครับ ห้องแล็บไม่มีวันตรวจเจอ สำหรับพวกเขาแล้ว พยาธิพวกนี้ไม่มีตัวตนอยู่จริง
ชุดตรวจโรคมันถูกออกแบบมาให้ “มองไม่เห็น” พวกมันตั้งแต่แรกแล้ว!
คืนนั้นผมนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่น มองดูสุนีย์ที่กำลังพยายามนึกชื่อภาพยนตร์ที่เราเพิ่งดูด้วยกันเมื่อสัปดาห์ก่อน และผมก็รู้สึกถึงน้ำหนักของความเงียบตลอด 31 ปีที่ผมเก็บไว้ ผมรู้ดีว่าตอนนี้มีอะไรกำลังก่อตัวอยู่ข้างในร่างกายของเธอ ผมอยู่กับมันมาตลอดชีวิตการทำงาน ผมจดบันทึกมันมาแล้ว 2,700 ครั้งในสมุดลับที่ห้ามใครอ่าน แต่ผมกลับไม่ได้พูดอะไรออกมาเลย เพียงเพราะคำขู่ในห้องทำงานเมื่อปี 2554 ที่สอนให้ผมยอมสยบต่อระบบ
แต่นี่คือสุนีย์... นี่คือภรรยาของผม!
ผมไม่มีวันยอมเป็นคนเซ็นใบมรณบัตรของภรรยาตัวเองโดยเขียนคำว่า “อวัยวะล้มเหลว” เด็ดขาด!
ตอนแรกผมให้เธอลองทานโพรไบโอติกส์ ยี่ห้อดังราคาแพง ทานอยู่ 3 เดือนเต็ม ผลคือไม่มีอะไรดีขึ้นเลย โพรไบโอติกส์ไม่สามารถแก้ปัญหาที่ต้นเหตุในลำไส้ได้ จากนั้นผมจึงขอให้เพื่อนที่เป็นหมอช่วยจ่ายยาถ่ายพยาธิเคมีแบบรุนแรงให้
อาการมันเหมือนกับที่คนไข้ทุกคนเคยเจอครับ พอทานไปได้ถึงสิ้นสัปดาห์ที่สอง อาการดูเหมือนจะดีขึ้น เธอเริ่มมีพลังงาน ท้องอืดลดลง ผมหลงดีใจคิดว่ามันได้ผลแล้ว
แต่หลังจากหยุดยาไปได้แค่สิบวัน... ทุกอย่างก็ตีกลับมาหมดเลยครับ อาการท้องอืด อ่อนเพลีย สะดุ้งตื่นตอนตี 3 ทุกอย่างกลับมา และแย่ยิ่งกว่าเดิมด้วยซ้ำ!
ที่เป็นแบบนี้เพราะยาถ่ายพยาธิเคมีทั่วไปทำได้เพียงแค่ฆ่าตัวพยาธิที่ลอยอยู่ตรงกลางลำไส้เท่านั้น แต่มันไม่สามารถเจาะทะลุคราบเมือกเหนียวบิโอฟิล์มเข้าไปทำลายไข่พยาธินับล้านที่ฝังตัวอยู่ในผนังลำไส้ได้เลย และเมื่อไข่เหล่านั้นฟักตัวออกมา พยาธิรุ่นใหม่ก็เข้ายึดพื้นที่ทันที พวกมันแข็งแกร่งกว่าเดิม ดื้อยากว่าเดิม และเร่งสร้างป้อมปราการคราบเมือกหนาขึ้นเพื่อปกป้องตัวเอง
นี่คือวงจรอุบาทว์ของการรักษาทั่วไปครับ: มีความหวังอยู่สองสัปดาห์ แล้วทุกอย่างก็พังทลายลง เพราะเป็นการแก้ปัญหาแบบขั้นตอนเดียวที่ไม่เคยทำลายป้อมปราการของพวกมันได้เลย
ตอนนั้นผมหมดหนทางจริงๆ จนกระทั่งผมตัดสินใจโทรหา อาจารย์เรเชล
อาจารย์เรเชลเป็นอดีตแพทย์นิติเวชหญิงประจำจังหวัดข้างเคียง เธอทำงานนี้มานาน 38 ปี ก่อนจะเกษียณ เธอเป็นคนรุ่นเก่า ประเภทที่คิดอะไรก็พูดออกมาตรงๆ โดยไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม และเธอเป็นแพทย์นิติเวชเพียงคนเดียวที่ผมรู้จักที่กล้าพูดคุยกับผมเรื่องพยาธิที่เจอในศพอย่างเปิดอก แม้ไม่ใช่ในที่สาธารณะ แต่เรามักจะคุยกันตอนดื่มกาแฟ: “วันนี้ฉันเจออีกเคสแล้ว สมชาย อายุแค่ 41 ปี ลำไส้เนี่ยเละเหมือนท่อระบายน้ำเก่าที่ไม่ได้ล้างมาสิบปี แต่สุดท้ายก็ต้องเขียนในใบมรณบัตรว่า หัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน” เธอส่ายหัวแล้วจิบกาแฟ
ผมโทรหาเธอ เล่าอาการของสุนีย์ให้ฟัง เล่าสิ่งที่ผมพยายามทำ และบอกว่าไม่มีอะไรได้ผลเลย
เธอนิ่งฟังไปนาน ก่อนจะพูดขึ้นมาว่า:
— “นายมองเรื่องนี้ผิดมุมมาตลอด 31 ปีเลยนะ สมชาย”
— “อาจารย์หมายความว่ายังไงครับ?”
— “นายพยายามจะฆ่าพวกมันด้วยสารเคมีหรือสมุนไพรทั่วไปที่กินเข้าไปในท้อง นายคิดว่าพอกลืนลงไปแล้วมันจะเดินทางไปถึงตัวพวกมันใช่ไหม? ไม่มีวันหรอก! นายก็ผ่าศพมาตั้งเท่าไหร่ นายก็เห็นคราบเมือกบิโอฟิล์มกับตาตัวเองว่ามันหนาขนาดไหน ยาหรืออาหารเสริมทั่วไปพอกลืนลงท้อง ก็โดนกรดในกระเพาะอาหารทำลายจนเจือจางหมดแล้ว มันไม่มีความเข้มข้นเหลือพอจะไปเจาะทะลุป้อมปราการบิโอฟิล์มหนาๆ ในลำไส้ได้หรอก”
— “แล้วอะไรล่ะครับที่ได้ผล?”
— “มันต้องเป็น สารอาหารสกัดรูปแบบเม็ดที่มีเอนไซม์จำเพาะเพื่อละลายบิโอฟิล์มโดยตรง สิ”
ผมตั้งใจฟัง...
— “ยาหรือสมุนไพรล้างพยาธิทั่วไปมันทำงานขั้นตอนเดียว คือเข้าไปหวังจะฆ่าตัวพยาธิเลย แต่วิธีที่ถูกต้องและปลอดภัยคือต้องใช้สารสกัดธรรมชาติเข้มข้นที่ทำงานสองขั้นตอน เม็ดสกัดชนิดนี้พอกลืนลงไป สารอาหารเฟสแรกจะทำหน้าที่ปล่อยเอนไซม์ธรรมชาติเข้มข้นตรงเข้าไปสลายคราบเมือกบิโอฟิล์มสีเทาที่เคลือบผนังลำไส้ให้แตกตัวออกก่อน เปรียบเหมือนการลอกเกราะกำบังของศัตรูออก และเมื่อเกราะบิโอฟิล์มพังทลายลง สารสกัดเฟสที่สองที่มีฤทธิ์ต้านพยาธิเข้มข้นสูงจะตรงเข้าทำลายทั้งตัวพยาธิ รังพยาธิ และไข่ที่ฝังตัวอยู่ลึกใต้ผนังลำไส้จนหมดสิ้น โดยไม่เหลือเชื้อให้กลับมาฟักตัวใหม่ได้อีกเลย”
— “อาจารย์... อาจารย์ใช้วิธีนี้นานหรือยังครับ?”
— “ฉันใช้มาสิบสองปีแล้ว สามีฉันก็ใช้ ตอนนี้เขาอายุ 74 ปีแล้ว แข็งแรงมากจนหมอที่โรงพยาบาลแปลกใจผลตรวจร่างกาย”
— “แล้วทำไมอาจารย์ไม่เคยบอกผมเลยล่ะครับ?”
— “ก็นายไม่เคยถาม! และเอาตรงๆ นะ ฉันกลัวนายจะคิดว่าฉันบ้า หมอนิติเวชวัยเกษียณมาแนะนำให้คนกินอาหารเม็ดสกัดล้างลำไส้ ใครเขาจะอยากฟังคำแนะนำเรื่องสุขภาพจากคนที่อยู่กับศพทุกวันล่ะจริงไหม?”
เธอพูดถูกครับ ถ้าเธอพูดเรื่องนี้กับผมเมื่อห้าปีก่อน ผมคงหัวเราะขำไปแล้ว แต่ตอนนี้ผมขำไม่ออก สุนีย์ภรรยาของผมต้องนอนตาค้างอยู่ทุกคืนตอนตีสามด้วยอาการเดียวกับคนในรายชื่อ 2,700 คนที่ผมเคยผ่า และทุกวิถีทางการแพทย์แผนปัจจุบันที่ผมลอง... มันล้มเหลวทั้งหมด
ในวันนั้นผมรีบขอข้อมูลจากอาจารย์เรเชลทันที เธอแนะนำให้รู้จักกับนวัตกรรมเม็ดสกัดตัวนี้ที่ชื่อว่า Enzimlex เมื่อผลิตภัณฑ์มาถึง ผมเข้าใจทันทีเลยว่าทำไมยาล้างพยาธิทั่วไปตามร้านขายยาถึงไม่ได้ผล ตัว Enzimlex นี้เป็นเม็ดสกัดสมุนไพรธรรมชาติเข้มข้นสูง ผ่านการสกัดทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูงเพื่อให้ได้เอนไซม์ธรรมชาติเข้มข้นร่วมกับสารต้านปรสิตทรงพลัง มันไม่มีสารเคมีเจือปนที่จะทำลายตับหรือกระเพาะอาหาร แตกต่างจากเคมีบำบัดทั่วไปอย่างสิ้นเชิง ตัวเม็ดสกัดถูกออกแบบมาให้แตกตัวและปล่อยสารทำงานสองขั้นตอนอย่างแม่นยำ ไม่ทิ้งกากเหนียว ไม่มีผลข้างเคียง และใช้งานง่ายมาก แค่ทานตามโดสก่อนนอนเป็นประจำ
คืนแรก สุนีย์เริ่มทานมัน...
— “แค่นี้เองเหรอคะ?” — เธอบอกหลังจากกลืนเม็ดสกัดลงไป น้ำเสียงดูแปลกใจที่มันไม่ได้ทานยากหรือมีอาการมวนท้องเลย
และในคืนนั้นเอง... สิ่งมหัศจรรย์ก็เริ่มเกิดขึ้น อาการเสียงโครกครากและลมแน่นในท้องหลังมื้อเย็น — เสียงที่เธอคุ้นชินจนคิดว่าเป็นเรื่องปกติ — จู่ๆ มันก็เงียบสงบลงเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน!
สัปดาห์ที่ 1: สุนีย์เริ่มขับถ่ายบ่อยขึ้นในตอนเช้า เธอไม่ได้พูดอะไรมาก แต่ผมรู้ว่าบางอย่างกำลังเคลื่อนไหว คราบเมือกบิโอฟิล์มเก่าๆ ที่ฝังแน่นเริ่มถูกย่อยสลายและขับถ่ายออกมาจากร่างกาย
สัปดาห์ที่ 2: อาการท้องอืดแน่นท้องยุบลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่ใช่ยุบฮวบฮาบ แต่มันค่อยๆ แบนราบลง จนปลายสัปดาห์สุนีย์มายืนส่องกระจกแล้วพูดว่า: “ท้องฉันแบนราบลงแล้วค่ะพี่ สมชาย นานแค่ไหนแล้วนะที่ฉันไม่มีหน้าท้องแบนๆ แบบนี้?” ซึ่งผมเองก็จำไม่ได้เหมือนกันครับ
สัปดาห์ที่ 3: อาการสะดุ้งตื่นตอนตี 3 หายไปเป็นปลิดทิ้ง! เธอนอนหลับสนิทตลอดคืน ทุกๆ คืน ผมยังคงสะดุ้งตื่นตอนตี 3 ตามความเคยชินแล้วหันไปมองเธอ เธอยังคงหลับสนิท ลมหายใจสม่ำเสมอ ใบหน้าดูผ่อนคลายและมีความสุข ผมไม่สามารถอธิบายเป็นคำพูดได้เลยว่าหัวใจของผมพองโตขนาดไหน หลังจากต้องนอนฟังเสียงเธอพลิกตัวไปมาด้วยความทรมานมานานหลายเดือน ความเงียบสงบตอนตี 3 วันนั้น... คือเสียงที่ไพเราะที่สุดในชีวิตที่ผมเคยได้ยินมาเลยครับ
สัปดาห์ที่ 4: พี่สาวของสุนีย์มาทานมื้อเย็นที่บ้าน พอเดินเข้ามาเห็นสุนีย์ เธอถึงกับหยุดชะงักและจ้องหน้าสุนีย์ตาค้าง: “สุนีย์ ไปทำอะไรมาเนี่ย? ทำไมดูหน้าตาแจ่มใสเหมือนสาวขึ้นเป็นสิบปีเลย ช่วงนี้นอนหลับเต็มอิ่มเหรอ?” สุนีย์ยิ้มแล้วหันมามองหน้าผม
ตอนนั้นน้ำตาผมแทบไหล ผมคิดถึงครอบครัวคนตายทุกคนที่ผมเคยโกหกพวกเขาบนเตียงชันสูตร คิดถึงสามี คิดถึงภรรยา คิดถึงลูกๆ ทุกคนที่คนรักของเขามีอาการเริ่มต้นเหมือนสุนีย์เป๊ะ ผลตรวจปกติเหมือนกัน ร่างกายทรุดโทรมแบบเดียวกัน ต่างกันเพียงข้อเดียวคือ: รอบนี้ผมรู้ว่าต้นเหตุคืออะไร และผมยื่นมือเข้าไปช่วยได้ทันเวลาก่อนที่เธอจะมาอยู่บนเตียงผ่าตัดของผม
เมื่อครบ 6 สัปดาห์: อาการสมองเบลอหายไปอย่างสิ้นเชิง ความจำและพลังงานของเธอกลับคืนมาเต็มร้อย สุนีย์เดินออกกำลังกายตอนเช้าได้ถึง 6 กิโลเมตร พอกลับมาบ้านเธอยังมีแรงลุกขึ้นมาจัดระเบียบห้องเก็บของหลังบ้าน ผู้หญิงที่เคยฟุบหลับคาเก้าอี้ตอนสี่โมงเย็นเมื่อหกเดือนก่อน ตอนนี้กำลังกวาดบ้านถูบ้านในตอนเที่ยงแล้วหันมาชวนผมไปปั่นจักรยานเล่นในช่วงบ่าย
อาการอยากของหวานหายไป อาการปวดตามข้อเข่าที่เคยเป็นก็หายสนิท เธอบอกว่านี่เป็นครั้งแรกในรอบสองปีที่เธอรู้สึกเหมือนได้ “ตัวเองคนเดิม” กลับมาอีกครั้ง
ใช่ครับ... เธอกลับมาเป็นตัวเองแล้ว เพราะสิ่งแปลกปลอมที่คอยแอบแฝงอยู่ข้างใน คอยสูบกินพลังงาน สารอาหาร ความทรงจำ และสุขภาพของเธอไปคืนแล้วคืนเล่า บัดนี้ป้อมปราการบิโอฟิล์มของพวกมันถูกทำลายลงแล้ว พยาธิและไข่ของพวกมันไม่มีที่ให้หลบซ่อนและถูกขับออกไปจนหมดสิ้น
ในสัปดาห์ต่อมา ผมเลยเริ่มทาน Enzimlex ด้วยตัวเอง
ผลลัพธ์ที่ได้มันน่าทึ่งเหมือนกันครับ อาการเพลียเรื้อรังที่ผมเคยคิดว่าเป็นเพราะผมแก่ตัวลงและต้องอยู่กับศพมา 31 ปี — หายวับไปเลย อาการสมองตื้อๆ เบลอๆ ที่คิดว่าเป็นเพราะอาการซึมเศร้าหลังเกษียณ — ก็หายไป ผมนอนหลับสนิทตลอดคืน และมีพลังงานขับเคลื่อนร่างกายเหมือนตอนอายุสี่สิบกว่าๆ ตอนนี้ผมอายุ 62 ปี แต่รู้สึกกระปรี้กระเปร่าและแข็งแรงกว่าตอนอายุ 45 ปีเสียอีก!
ตอนนี้เราทั้งคู่ยังคงทานเม็ดสกัด Enzimlex นี้สัปดาห์ละไม่กี่ครั้งเพื่อเป็นการดูแลและป้องกัน เพื่อไม่ให้พวกมันมีโอกาสกลับมาตั้งรกรากสร้างป้อมปราการในลำไส้ได้อีก
ผมเกษียณมาได้หกสัปดาห์แล้ว...
ผมไม่ต้องผ่าศพอีกต่อไป ไม่ต้องเซ็นใบมรณบัตรโกหกใคร ไม่ต้องนั่งเผชิญหน้ากับครอบครัวผู้สูญเสียแล้วพูดคำว่า “หมอไม่รู้สาเหตุ” ทั้งๆ ที่ความจริงผมรู้ดีอยู่เต็มอก แต่เชื่อไหมครับ... ผมยังคงคิดถึงเรื่องนี้อยู่ทุกวัน
ผมคิดถึงคุณประชา คิดถึงลูกสาวของเขาที่ต้องเห็นพ่อล้มฟุบลงในครัว คิดถึงภรรยาของเขาที่ต้องเดินเลือกซื้ออาหารแช่แข็งทานคนเดียวในซูเปอร์มาร์เก็ต คิดถึงรายงานชันสูตรฉบับจริงที่ผมเขียนขึ้นมาแต่ต้องลบมันทิ้งไป เพียงเพราะคำเตือนสั้นๆ ในห้องทำงานของผู้บริหารที่สอนให้ผมหุบปาก
ผมคิดถึงรายชื่อ 2,700 รายชื่อในสมุดบันทึกลับของผม ครอบครัวเหล่านั้นไม่เคยได้รับรู้ความจริงเลย สามีและภรรยาที่เคยนั่งร้องไห้ต่อหน้าผมแล้วได้ยินคำว่า “อวัยวะล้มเหลวตามธรรมชาติ” ทั้งที่คำตอบที่แท้จริงมันอยู่ในสมุดบันทึกของผมมาโดยตลอด
ผมคิดถึงสุนีย์... ว่าเธอเกือบจะก้าวเข้าสู่เส้นทางสายนั้นแล้ว อาการของเธอเหมือนกับคนในสมุดบันทึกของผมไม่มีผิดเพี้ยน ผลตรวจแล็บของเธอก็ออกมาปกติเหมือนพวกเขาทุกอย่าง หมอของเธอก็พูดประโยคเดียวกับที่หมอของพวกเขาเคยพูด ต่างกันแค่เพียงข้อเดียวคือ: ผมรู้ว่าต้องมองหาอะไร ในขณะที่คนส่วนใหญ่... ไม่เคยรู้เลย
นั่นคือเหตุผลที่ผมเลือกที่จะพูดมันออกมาในตอนนี้ เพราะผมทำได้แล้ว ไม่มีแพทย์ใหญ่คนไหนจะเรียกผมเข้าห้องทำงานเพื่อข่มขู่ได้อีกต่อไป ไม่มีเงินบำนาญของรัฐบาลที่พวกเขาจะเอามาใช้เป็นข้อต่อรองเพื่อแลกกับการปิดปากผมอีกแล้ว ไม่มีอาชีพที่พวกเขาจะทำลายได้อีกต่อไป ผมเกษียณแล้ว และผมจะไม่ยอมเงียบอีกต่อไป!
อาการท้องอืด แน่นท้อง อ่อนเพลียเรื้อรัง นอนไม่หลับหรือสะดุ้งตื่นตอนตี 3 อาการอยากของหวานตลอดเวลา หรืออาการสมองเบลอจนคิดอะไรไม่ออก
สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องธรรมดาตามวัยครับ... แต่มันคือสัญญาณเตือนภัยขั้นรุนแรง!
มีบางสิ่งที่มีชีวิตกำลังแฝงตัวอยู่ภายในร่างกายของคุณ พวกมันกำลังสร้างป้อมปราการคราบเมือกหนาแน่น คอยแย่งชิงสารอาหารและวิตามินจากอาหารที่คุณกิน และคอยปล่อยสารพิษเข้าสู่กระแสเลือดของคุณตลอด 24 ชั่วโมง และยิ่งคุณปล่อยไว้นานเท่าไหร่ พวกมันก็ยิ่งชอนไชฝังตัวลึกขึ้นเท่านั้น
ผลตรวจร่างกายของคุณจะบอกว่าปกติ หมอจะบอกคุณว่า: “คุณแค่เครียด, ฮอร์โมนเปลี่ยน, อายุมากขึ้น, หรือลำไส้แปรปรวน” ประโยคเหล่านี้แหละครับคือประโยคที่ผมอ่านเจอในประวัติการรักษาของศพคนตายที่อยู่บนเตียงผ่าตัดของผมมาเป็นร้อยๆ ราย คนที่อวัยวะภายในถูกทำลายยับเยินจากพยาธิที่ไม่มีใครตรวจเจอ เพราะในระบบการแพทย์แผนปัจจุบัน... ไม่เคยมีใครตั้งใจมองหาพวกมันเลย!
ชุดตรวจแล็บถูกออกแบบมาให้มองไม่เห็นพยาธิพวกนี้ตั้งแต่แรก พวกมันฝังตัวลึกเข้าไปในผนังลำไส้และซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังคราบเมือกบิโอฟิล์ม ซึ่งเป็นเกราะกำบังหนาแน่นที่คอยบล็อกระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย บล็อกการตรวจจับของห้องแล็บ และบล็อกยาล้างพยาธิเคมีแบบขั้นตอนเดียวทุกชนิด และต่อให้คุณจะบังเอิญทานยาถ่ายพยาธิทั่วไปหรือสมุนไพรล้างลำไส้อะไรก็ตาม คุณก็ทำได้แค่ทำลายพยาธิบางตัวที่ลอยอยู่ด้านนอกเท่านั้น แต่คุณไม่เคยทำลายป้อมปราการบิโอฟิล์มและไข่ของพวกมันที่ฝังอยู่ข้างในได้เลย
หนทางเดียวที่ได้ผลจริง คือการใช้กระบวนการทำงานสองขั้นตอนเพื่อ เจาะทำลายและละลายคราบเมือกบิโอฟิล์มโดยตรงก่อน เพื่อให้สารสกัดเข้มข้นสามารถเข้าถึงและกวาดล้างรังพยาธิและไข่ให้ราบคาบ
นี่คือสิ่งที่ Enzimlex ทำครับ มันคือนวัตกรรมเม็ดสกัดสมุนไพรธรรมชาติเข้มข้นสูตรพิเศษ ทำงานสองขั้นตอน เพื่อลอกเกราะบิโอฟิล์มและทำลายล้างปรสิตรวมถึงไข่พยาธิอย่างสิ้นเชิงในหนึ่งเดียว ทานง่าย สะดวกต่อการใช้งาน และหลายคนเริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงได้ภายในเวลาไม่นาน
สั่งซื้อเพียงครั้งเดียว สามารถใช้ดูแลตัวเองได้ต่อเนื่องยาวนานหลายเดือน ไม่มีระบบหักเงินอัตโนมัติ ไม่มีข้อผูกมัดหรือการส่งสินค้าซ้ำซ้อนที่คุณไม่ได้ต้องการ
แถมพวกเขายังมี การรับประกันคืนเงินยาวนานถึง 90 วันเต็ม หากคุณทานแล้วรู้สึกว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในร่างกายเลยแม้แต่นิดเดียว พวกเขายินดีคืนเงินให้คุณทุกบาททุกสตางค์โดยไม่มีเงื่อนไข
แต่ต้องบอกไว้ก่อนนะครับว่า Enzimlex เป็นบริษัทวิจัยขนาดเล็ก สินค้าของพวกเขาผลิตตามมาตรฐานขั้นสูงในจำนวนจำกัดและมักจะขาดตลาด อยู่บ่อยๆ หากคุณคลิกเข้าไปตามลิงก์แล้วพบว่าสินค้าหมด แนะนำให้กรอกอีเมลเพื่อลงทะเบียนแจ้งเตือนสินค้าเอาไว้ล่วงหน้าเลยครับ เพราะมันคุ้มค่ากับการรอคอยแน่นอน
ทุกวันที่คุณลังเลและผัดวันประกันพรุ่ง คืออีกหนึ่งวันที่พวกมันได้อิ่มหนำสำราญกับการสูบกินร่างกายของคุณ คืออีกหนึ่งวันที่พวกมันได้วางไข่ขยายพันธุ์เพิ่มขึ้น และคืออีกหนึ่งวันที่ป้อมปราการบิโอฟิล์มหนาๆ ในลำไส้ของคุณจะแข็งแกร่งและหนาตัวขึ้นจนยากจะทำลาย
ตลอด 31 ปี ผมเฝ้ามองจุดจบของคนที่เลือกที่จะ “รอ” มานับครั้งไม่ถ้วน ผมจดบันทึกความสูญเสียนั้นไว้ถึง 2,700 ครั้งในสมุดที่ห้ามใครเห็น บัดนี้ผมจะไม่ยอมแบกรับความรู้สึกผิดนั้นไว้คนเดียวอีกต่อไปแล้วครับ
ตอนนี้ผมอายุ 62 ปี ผมเกษียณแล้ว และนี่เป็นครั้งแรกในรอบ 31 ปีที่ผมได้พูดความจริงออกสู่สาธารณะ
อาการท้องอืดมันจะไม่หายไปเอง อาการอ่อนเพลียก็จะไม่ลดลง และอาการสะดุ้งตื่นตอนตี 3 ก็ไม่มีวันหยุดลง ตราบใดที่คุณยังไม่ลุกขึ้นมาทำลายป้อมปราการคราบเมือกที่พวกมันใช้ซ่อนตัวอยู่ข้างใน
หยุดส่งสารอาหารไปเลี้ยงสิ่งมีชีวิตที่กำลังรุมกัดกินร่างกายของคุณอยู่จากภายในได้แล้วครับ!

เส้นทางความก้าวหน้าของข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น

 เส้นทางความก้าวหน้าของข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ดูวีดีโอบรรยายลิงก์นี้ https://youtu.be/3oDRWGoq578?si=-cRjnrC4QDrceCH3 โหลดไฟล์PDf ...