วันอาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ความสูญเสียครั้งใหญ่ในชีวิตสมัยเด็กของแฝดทั้งสาม คือการที่แม่จากไปด้วยโรคมะเร็ง ทั้งสามพี่น้องก็คิดตลอดว่า “ไม่อยากเป็นเลย” แต่โชคร้ายกลับมาตกที่ “สาม” ฝาแฝดคนสุดท้องของครอบครัว มันเป็นเรื่องที่ทำใจรับได้ยากมากจริงๆ

 




ความสูญเสียครั้งใหญ่ในชีวิตสมัยเด็กของแฝดทั้งสาม คือการที่แม่จากไปด้วยโรคมะเร็ง ทั้งสามพี่น้องก็คิดตลอดว่า “ไม่อยากเป็นเลย” แต่โชคร้ายกลับมาตกที่ “สาม” ฝาแฝดคนสุดท้องของครอบครัว มันเป็นเรื่องที่ทำใจรับได้ยากมากจริงๆ
น้องเล็กของแฝดสามกับเส้นทางกำลังใจ จากวันที่ยอมรับไม่ได้ สู่วันที่ยิ้มสู้มะเร็งเต้านม
ถ้าหากวันหนึ่ง โรคที่เราได้ยินจนชินหู อย่าง “มะเร็ง” เกิดขึ้นกับตัวเราเองจะเป็นยังไง… เรื่องราวนี้เกิดขึ้นกับ “สาม” ฝาแฝดคนสุดท้อง ที่ตอนเด็กๆ พวกเธอหวาดกลัวมะเร็งเพราะการจากไปของแม่ แต่สุดท้ายโรคดันมาตกที่ “สาม” น้องสาวของพวกเธอ

มะเร็ง… โรคร้ายที่เราได้ยินจนชินหู แต่ใครจะรู้ ถ้าวันหนึ่งไม่ใช่เรื่องของคนอื่น แต่เรากำลังเผชิญกับมัน จะเป็นยังไง….


นี่คือเรื่องราวของ สาม ฝาแฝดคนสุดท้องที่มีพี่คือ หนึ่ง และ สอง พวกเธอเกิดมาพร้อมกันสามคน แต่ในวัย 13 ปีกลับต้องเผชิญความสูญเสียครั้งใหญ่ แม่จากไปด้วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว นั่นจึงเป็นความฝังใจ เป็นความหวาดกลัวที่สุดในชีวิต

หลังแม่เสียด้วยโรคมะเร็ง ทุกครั้งที่รายการโทรทัศน์เล่าเรื่องราวคนต่อสู้มะเร็งจนต้องโกนผม ทำให้พวกเธอคิด…พวกเขาต้องเจ็บปวดแค่ไหน?



ต้องรักษาทัั้งร่างกายและต้องเข้มแข็งเพื่อสู้กับโรคร้ายนี้? ในใจพวกเธอจึงคิดเสมอว่า
“ไม่อยากเป็นแบบนั้นเลย”




เวลาผ่านไป พวกเธอสามพี่น้องมีคุณพ่อและแม่เลี้ยง ที่รักและดูแลพวกเธอเป็นอย่างดี ในทุกช่วงชีวิต พวกเธอจึงไม่เคยต้องโดดเดี่ยวเพียงลำพัง

ทุกครั้งที่ได้นอนด้วยกัน ตั้งแต่เด็กยันโต พวกเธอจะเกาหลังให้กันตลอด ตอนกลางคืนต้องจัดเวรคนไปปิด-เปิดไฟในบ้านและเพราทั้งสามกลัวผี มีบ้างที่บางวันทะเลาะกัน แต่เพราะมีกันสามคน ทุกครั้งจึงจะมีหนึ่งคนที่เป็นกรรมการห้ามศึก พวกเธอเล่าเรื่องราวในวันวานพร้อมรอยยิ้ม ราวกับว่าความทรงจำนั้นยังชัดเจน

แม้ว่าตอนนี้จะอายุ 29 ปีแล้ว “หนึ่ง” และ “สอง” ยังคงอยู่ด้วยกัน จะมี “สาม” ที่แยกไปอยู่กับแฟน แต่นั่นกลับไม่ได้ทำให้พวกเธอห่างกันไปและรักกันน้อยลงเลย ทุกสัปดาห์พวกเธอต้องมาเจอกันที่บ้านพ่อด้วยความคิดถึง

ช่วงเวลาความสุขผ่านไป… คืนที่โหดร้ายก็ได้คืบคลานเข้ามา วันนั้นสามนอนตะแคงบนเตียง มือไปแตะโดนสีข้าง จึงได้ลองกดดู

ถึงรู้สึกว่ามีก้อนเป็นวงรี โดยที่ลองกดอีกข้างกลับไม่มี ไม่นานสามก็รีบเดินทางไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจอย่างละเอียด ฝั่งครอบครัวทางบ้านก็รอฟังผลอย่างใจจดใจจ่อ

ไม่นานแชทไลน์กลุ่มครอบครัวก็เด้งขึ้น สามบอกกับทุกคนว่า “ผลออกแล้ว เป็นมะเร็ง…” นาทีนั้นครอบครัวเข่าทรุด ไม่มีใครอยากให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น… เพราะสามกำลังเป็นมะเร็งเต้านม ระยะที่ 1

หลังจากสามต้องเผชิญความจริงอันโหดร้าย เธอยอมรับมันไม่ได้ ไม่กล้าบอกกับใคร เพราะรู้สึกเจ็บใจ ที่มะเร็งเกิดขึ้นกับเธอ ในตอนที่คุณหมอบอกว่า “ผลออกมาแล้วนะลูก…มันเป็นเนื้อร้ายนะ” แม้คุณหมอจะบอกว่า “ยังไงก็หาย”

แต่ชีวิตไม่มีอะไรแน่นอน สามเขียนพินัยกรรมไว้พร้อมทั้งจดหมายลาตาย หากวันหนึ่งต้องจากไป สามบอกกับทุกคนว่า “ขอให้อยู๋ให้ได้ ทั้งแฟนและครอบครัว” พี่แฝดทั้งสองจุกในใจ ในเวลานี้พูดอะไรไม่ได้ มีเพียงคำว่า “รัก” สั้นๆ ที่อยากให้กับน้องสาวสุดที่รัก

แม้ไม่มีคำพูดมากมาย แต่สามกลับสัมผัสความรู้สึกทั้งหมดได้ เธอบอกว่า “ขอบคุณ และภูมิใจที่มีมันเป็นแฝด…ชาติหน้าก็ขอให้เราเป็นแฝดกันอีก” แฝดทั้งสามน้ำตาร่วง พวกเขาต่างมีความหวังว่าสามจะสู้ต่อไป และไม่ว่าจะเป็นยังไง พวกเธอตั้งใจจะคอยดูแลน้องสาว จะคอยอยู่เคียงข้างเสมอ ไม่ต่างจากวันแรกที่เราเกิดมาเจอกัน


หลังจากนั้นสามต้องเริ่มรักษาด้วยการผ่าตัด สามมีแต่ความกังวลในใจ ก่อนเข้าห้องผ่าไป เธอได้ยินเสียงสุดท้ายตามหลังบอกว่า “เดี๋ยวป๊ามาใหม่นะ…” เป็นเสียงที่ดังในหัว เสียงนี้อยู่กับเธอตลอดเวลา ราวกับกำลังบอกให้เธอไปต่อ ราวกับบอกให้เธอไม่ยอมแพ้

หลังจากผ่านพ้นการผ่าตัดไปได้ เธอตื่นขึ้นมาบนเตียงในโรงพยาบาล พร้อมครอบครัวรายล้อม พ้นวิกฤตหนักไปไม่นาน… เธอก็ต้องเข้ารับการผ่าตัดครั้งที่ 2 เพราะมีการนำชิ้นเนื้อไปตรวจ คุณหมอบอกว่าการผ่าตัดครั้งนี้ เพื่อเอาผังผืดออกให้หมด และสุดท้ายก็ผ่านไปด้วยดี



แต่ทุกอย่างยังไม่จบ…สาม ที่ผ่านการผ่าตัดมา 2 ครั้ง ต้องรักษาด้วยยาและคีโม โดยแผนการรักษาคือการทำคีโมทั้งหมด 4 เข็ม

สามต้องเผชิญกับอาการผมร่วงหนัก ความมั่นใจลดน้อยลง ร่างกายทรุด ทุกครั้งหลังได้รับยา ต้องใช้เวลานอนพัก ไม่มีแรงลุกขึ้นมาทำอะไรเลย และสุดท้ายสามต้องโกนผม

ในวันนั้นเธอได้เดินทางมาหาครอบครัว ขุมพลังยิ่งใหญ่ที่เธอต้องการมากที่สุดในชีวิต แม่บรรจงโกนผมให้กับสาม หนึ่งและสองเข้ามาให้กำลังใจ

ถึงแม้วันนี้สามจะไม่มีผม แต่ไม่มีอะไรพรากความสวยของสามไปได้เลย…

ตอนนี้สามยังอยู่ระหว่างการรักษา และถึงแม้ไม่รู้วันข้างหน้าจะเป็นยังไง แต่กำลังใจที่เธอได้มีมากมายจากครอบครัวและโซเชียล วันนี้เธอสามารถยิ้มได้อย่างเต็มที่ และมีความสุขกับทุกอย่างโดยไม่กลัวอะไร และตั้งใจเปลี่ยนแปลงตัวเอง กินอาหารที่ดีเพื่อบำรุงร่างกาย

สุดท้ายเธอฝากบอกกับวัยรุ่นและอีกหลายๆ คนที่ยังไม่ป่วยเอาไว้ว่า ให้ระมัดระวังเรื่องอาหารการกินของหวานปิ้งย่าง ชาบู หมูกระทะ อาหารแปรรูป

เพราะคุณหมอบอกว่าเหล่านี้เป็นสาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้เร็วขึ้นในคนอายุน้อยที่สำคัญที่สุดคือ พักผ่อนให้เพียงพอ พร้อมย้ำว่า “การไม่มีโรคคือลาภอันประเสริฐ”


ที่มา

https://www.ejan.co/news/6gk1sdfmnx35?fbclid=IwY2xjawRj7u1leHRuA2FlbQIxMABicmlkETFRMXI0dWpLcGhrMDgzeG9Ic3J0YwZhcHBfaWQQMjIyMDM5MTc4ODIwMDg5MgABHpxCuDDaUqPXdpA7dCKnKS7uJzu675cCHLMo7N66-o8Nzv1XFnkmRoBfQ9W-_aem_7SMVAiOQp84lDfrfdj6E-g

ปวดทรมานมาก! เช็ก 6 นิสัยทำเเล้วเสี่ยง “ปวดหัวข้างเดียว” บ่อยๆ ใครทำอยู่สารภาพมาเลยค่ะ! เช็ก 6 นิสัยทำเเล้วเสี่ยง “ปวดหัวข้างเดียว” บ่อยๆ

 




ปวดทรมานมาก! เช็ก 6 นิสัยทำเเล้วเสี่ยง “ปวดหัวข้างเดียว” บ่อยๆ
ใครทำอยู่สารภาพมาเลยค่ะ! เช็ก 6 นิสัยทำเเล้วเสี่ยง “ปวดหัวข้างเดียว” บ่อยๆ

เคยมั้ย? ปวดหัวข้างเดียว เเต่ไม่รู้ว่าสาเหตุเป็นเพราะอะไร?

วันนี้ (24 เม.ย.69) หมอเจด ได้ออกมาโพสต์เตือนเกี่ยวกับภัยรอบตัวซึ่งเชื่อว่าต้องมีคนที่เป็นเเบบนี้เยอะมากเเน่ๆเลยค่ะ นั่นก็คือ “อาการปวดหัวข้างเดียว” ซึ่งคุณหมอก็ได้ออกมาบอกเเล้วค่ะ อาการปวดหัวข้างเดียว โดยเฉพาะที่เป็นซ้ำ ๆ เนี้ย มันเป็นเพราะอะไร?



ซึ่งหลายคนคิดว่าแค่พักผ่อนไม่พอ หรือเครียดธรรมดา แต่ความจริง “พฤติกรรมก่อนนอน” มีผลมากกว่าที่คิด โดยเฉพาะในคนที่เป็นไมเกรนอยู่แล้ว ช่วงก่อนนอนคือจุดที่กระตุ้นอาการได้ง่าย ถ้าทำผิดซ้ำ ๆ อาการจะยิ่งเป็นถี่ขึ้น ผมสรุปตัวกระตุ้นที่เจอบ่อย


1.เล่นมือถือในที่มืดก่อนนอน

แสงสีฟ้าจากหน้าจอรบกวนการหลั่งฮอร์โมนเมลาโทนิน ทำให้นอนหลับไม่ลึก สมองพักไม่พอ และยังเป็นตัวกระตุ้นไมเกรนโดยตรงในบางคน ยิ่งจ้องนาน ๆ จะทำให้กล้ามเนื้อตาและศีรษะตึง ส่งผลให้ปวดหัวข้างเดียวตอนเช้าหรือระหว่างคืนได้ง่ายขึ้น

2.นอนดึก ไม่เป็นเวลา การนอนหลับไม่เป็นเวลา ทำให้วงจรการพักผ่อนของสมองแปรปรวน ส่งผลต่อสารเคมีในสมองที่เกี่ยวกับอาการปวดหัว ยิ่งนอนดึกสลับเร็วบ่อย ๆ จะยิ่งกระตุ้นให้ไมเกรนเกิดง่ายขึ้น และทำให้อาการปวดหัวเป็นซ้ำแบบคาดเดาไม่ได้ รวมถึงทำให้คุณภาพการนอนลดลง หลับไม่ลึก ตื่นกลางดึกบ่อย ส่งผลให้สมองฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ในแต่ละคืน

3.กินมื้อดึก หรือกินแล้วนอนทันที การกินอาหารก่อนนอน โดยเฉพาะของมัน ของหวาน หรือคาเฟอีน อาจกระตุ้นทั้งกรดไหลย้อนและระดับน้ำตาลที่แกว่ง ส่งผลให้สมองถูกรบกวนระหว่างนอน และเป็นตัวกระตุ้นให้ปวดหัวข้างเดียวได้ในช่วงกลางคืนหรือหลังตื่น ยิ่งถ้ากินปริมาณมาก จะทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานหนัก และรบกวนการนอนมากขึ้น



4.ดื่มน้ำน้อยก่อนนอน หลายคนกลัวตื่นมาเข้าห้องน้ำ เลยลดการดื่มน้ำช่วงเย็น ทำให้ร่างกายขาดน้ำสะสม พอถึงตอนเช้า เลือดจะข้นขึ้นและการไหลเวียนไม่ดี ส่งผลให้ปวดหัวได้ง่าย โดยเฉพาะอาการปวดตุบ ๆ ข้างเดียวที่สัมพันธ์กับไมเกรน และมักดีขึ้นหลังดื่มน้ำ รวมถึงอาจมีอาการเวียนหัวหรือมึนร่วมด้วยจากภาวะขาดน้ำ

5.ความเครียดสะสมก่อนนอน การคิดมาก ทำงานดึก หรือใช้สมองหนักก่อนนอน ทำให้ระบบประสาทตึงเครียด ไม่ได้ผ่อนคลายจริง ๆ ส่งผลให้หลับไม่ลึก และกระตุ้นการเกิดไมเกรนได้ง่ายขึ้น อาการปวดหัวจึงมักมาในช่วงกลางคืนหรือเช้าวันถัดไป และยังทำให้ตื่นมาไม่สดชื่น รู้สึกล้าแม้นอนครบชั่วโมง


6.นอนในท่าที่ไม่เหมาะสม หมอนสูงหรือต่ำเกินไป หรือท่านอนที่ทำให้คอเกร็ง อาจทำให้กล้ามเนื้อคอและศีรษะตึง ส่งผลให้ปวดหัวข้างเดียวได้ โดยเฉพาะคนที่มีปัญหาคอ บ่า ไหล่ อยู่แล้ว อาการจะยิ่งชัดในช่วงตื่นนอน และอาจลามไปถึงอาการปวดต้นคอหรือบ่าเรื้อรัง ทำให้เป็นวงจรปวดซ้ำได้ง่ายขึ้น

โหวววเเล้วคือสิ่งเหล่านี้มันทำให้เรา ปวดหัวข้างเดียวได้จริง เเต่ก็มีวิธีเเนะนำนะคะว่าเเล้วถ้าไม่อยากปวดหัวซ้ำ ๆ ก่อนนอนควรทำยังไง?

เข้านอนให้เป็นเวลาเดิมทุกวัน เลี่ยงมื้อดึก และลดคาเฟอีนช่วงเย็น ดื่มน้ำให้พอในช่วงเย็น แต่ไม่ต้องดื่มรวดเดียวก่อนนอน ผ่อนคลายความเครียด เช่น หายใจลึก ๆ หรือยืดเหยียดเบา ๆ ปรับหมอนและท่านอนให้รองรับคอพอดี

ย้ำว่า อาการปวดหัวข้างเดียวที่เป็นซ้ำ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญเสมอไป หลายครั้งมี “ตัวกระตุ้นก่อนนอน” ซ่อนอยู่ ยิ่งปล่อยไว้โดยไม่ปรับพฤติกรรม อาการจะยิ่งถี่และรุนแรงขึ้น การสังเกตตัวเองและแก้ที่ต้นเหตุ จะช่วยลดความถี่ของอาการ และทำให้การนอนมีคุณภาพมากขึ้นในระยะยาว

ที่มา: https://www.facebook.com/share/p/1CqGkYbTMw/  

วันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

หมอเตือน! ดื่มเหล้าเบียร์นิดเดียวก็อันตราย ทำลายเส้นเลือดโดยตรง เสี่ยงหลอดเลือดตีบ-อัมพาต เพราะไขมันเลวพุ่ง ความดันพุ่งปรี๊ด ยิ่งดื่มหนักทีเดียวยิ่งพังไว ซ่อมยาก

 


เตือนภัยสุขภาพ! หมอ ชี้ ดื่มเหล้าเบียร์นิดเดียวก็อันตราย

หมอเตือน! ดื่มเหล้าเบียร์นิดเดียวก็อันตราย ทำลายเส้นเลือดโดยตรง เสี่ยงหลอดเลือดตีบ-อัมพาต เพราะไขมันเลวพุ่ง ความดันพุ่งปรี๊ด ยิ่งดื่มหนักทีเดียวยิ่งพังไว ซ่อมยาก

เชื่อว่าคนยุคนี้คงดื่มแอลกอฮอล์กันเเถมดื่มทีก็ดื่มกันเยอะด้วยเเต่รู้มั้ยว่ามีผลต่อร่างกายมากมายเลย

เมื่อวันที่ 26 เม.ย.69 ที่ผ่านมา ผศ.นพ.สุรัตน์ ตันประเวช แพทย์เชี่ยวชาญด้านสมองและระบบประสาท ได้ออกมาโพสต์เตือนภัยสุขภาพผ่านเฟซบุ๊ก สาระสมองกับ อจ.หมอสุรัตน์ สำหรับวันนี้เองก็เกี่ยวกับ

การดื่มแอลกอฮอล์ที่อันตราย ซึ่งมีคนไข้ถามระดับการดื่มแอลกอฮอล์ที่อันตราย คุณหมอเองก็ได้ตอบว่าไม่ว่าจะดื่มมากดื่มน้อยเป็นอันตรายหมดนั่นแหละ แต่ถ้าถามว่าการดื่มที่อันตรายแบบชัดเจน ก็ต้องบอกว่าระดับการดื่มปานกลางขึ้นไปเป็นประจำ

คำว่าระดับการดื่มปานกลางคืออะไร เราเรียกว่า moderate drinking ซึ่งก็คือ
ผู้ชาย: ไม่เกิน 2 drink / วัน ผู้หญิง: ไม่เกิน 1 drink / วัน
หลายคนสงสัยว่าแล้ว 1 drink คือเท่าไหร่? ลองคิดประมาณนี้
เบียร์ 330 ml (5%)
ไวน์ 150 ml
เหล้า 45 ml (40%)

สิ่งเหล่านี้มันไปจัดการเส้นเลือดให้ตีบ เกิดโรคหัวใจ เกิด อัมพาต ผ่าน 2 อย่าง
1. ทำลายเส้นเลือดโดยตรง ทำให้หลอดเลือดตีบและแข็ง (Atherosclerosis) เกิดภาวะเครียด ของหลอดเลือด oxidative stress ลด Nitric oxide ลดความยืดหยุ่นหลอดเลือด กระตุ้นการอักเสบ หลอดเลือด

2. เพิ่มไขมันเลว เพิ่มความดันโลหิต มันเพิ่ม Triglyceride และ สุราทำให้เกิด oxidative stress ทำให้ LDL ถูกออกซิไดซ์ (oxidized LDL) ซึ่งตัวนี้แหละ “เกาะผนังหลอดเลือดเก่ง

ส่วนอีกประเด็นนึงก็คือ ไม่ดื่มบ่อย แต่ดื่มครั้งละหนัก อันนี้ก็เลวร้าย จุดที่หลายคนพลาด บางคนคิดว่า “ไม่ได้ดื่มทุกวัน ดื่มทีเดียวหนัก ๆ ไม่น่าเป็นไร” แต่จริง ๆ แล้ว… binge drinking ทำร้ายหลอดเลือดแรงมากเพราะ ความดันพุ่งทันที หลอดเลือดหดตัวเกิด oxidative stress สูง หลอดเลือดพังทันที ซ่อมยากซะด้วย ลด ละ เลิก ซะก็ดี อายุ เท่าไหน ไม่สำคัญ อย่าให้ หลอดเลือดถูกบดขยี้เลย

ถ้าเราดื่มมากเกินไปก็เสี่ยง เพราะฉะนั้นก็ต้องควบคุมปริมาณการดื่มเเละต้องรู้ลิมิตตัวเองว่าเเค่ไหนร่างกายถึงจะไหว หรือถ้าดีที่สุดเลยก็คือไม่ควรดื่มก็จะดีที่สุด


ที่มา: https://www.facebook.com/share/p/17cmyzi8x8/  

ประกาศ แต่งตั้งรัฐมนตรี

 #ข้อสอบหนึ่งข้อ


ประกาศ แต่งตั้งรัฐมนตรี







นายอนุทิน ชาญวีรกูล

นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย



นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม



นายทรงศักดิ์ ทองศรี

รองนายกรัฐมนตรี



นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง



นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ



นางศุภจี สุธรรมพันธุ์

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์



นายปกรณ์ นิลประพันธ์

รองนายกรัฐมนตรี



นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม



นางสาวศุภมาส อิศรภักดี

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี



นายนภินทร ศรีสรรพางค์

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี



นายภราดร ปริศนานันทกุล

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี



นางสุขสมรวย วันทนียกุล

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี



พลโท
อดุลย์ บุญธรรมเจริญ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม



นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา



นายนิกร โสมกลาง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์



นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์



นายวัชระพล ขาวขำ

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์



นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์



นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม



นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม



นายสรรเพชญ บุญญามณี

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม



นายไชยชนก ชิดชอบ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม



นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม



นายสุชาติ ชมกลิ่น

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม



นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน



นายพลพีร์ สุวรรณฉวี

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย



นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย



นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย



พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม



นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน



นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม



นายประเสริฐ จันทรรวงทอง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ



นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ



นายพัฒนา พร้อมพัฒน์

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข



นายวราวุธ ศิลปอาชา

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม


ความสูญเสียครั้งใหญ่ในชีวิตสมัยเด็กของแฝดทั้งสาม คือการที่แม่จากไปด้วยโรคมะเร็ง ทั้งสามพี่น้องก็คิดตลอดว่า “ไม่อยากเป็นเลย” แต่โชคร้ายกลับมาตกที่ “สาม” ฝาแฝดคนสุดท้องของครอบครัว มันเป็นเรื่องที่ทำใจรับได้ยากมากจริงๆ

  ความสูญเสียครั้งใหญ่ในชีวิตสมัยเด็กของแฝดทั้งสาม คือการที่แม่จากไปด้วยโรคมะเร็ง ทั้งสามพี่น้องก็คิดตลอดว่า “ไม่อยากเป็นเลย” แต่โชคร้ายกลับ...