วันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569

รวมคู่มือกฎหมายว่าด้วยการปรับเป็นพินัย ของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

 

infographic ฉบับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 

คู่มือการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 ของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

คู่มือกฎหมายว่าด้วยการปรับเป็นพินัย สำหรับประชาชน ของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

ถาม - ตอบ ปัญหาพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565

 

สรุปพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565

 สรุปพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565

โหลดตรงนี้

https://www.soc.go.th/wp-content/uploads/2019/04/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%9A.-%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%9C%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%A2-%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C.pdf






ปรับเป็นพินัย ตามข้อบัญญัติ เทศบัญญัติ

 ปรับเป็นพินัย ตามข้อบัญญัติ เทศบัญญัติ

เมื่อปรากฎเป็นหน้าที่ อำนาจเทศบาล ที่ต้องตราเทศบัญญัติ ...ประปา .โดยเทศบาลสามารถกำหนด ผู้ละเมิดเทศบัญญัติ มีโทษปรับไม่เกิน1,000 บาท ได้ ความในมาตรา 60 ว2 พ.ร.บ.เทศบาล 2496 ต่อมามีกฎหมาย พ.ร.บ. ปรับเป็นพินัย 2565 มีตารางท้ายตาราง1 ลำดับที่ 75 พ.ร.บ.เทศบาล 2496 มีผลใช้บังคับ 25 ต.ค. 2566 เป็นต้นมา ได้เปลี่ยนจาก อัตราโทษ ปรับ เป็นให้มีความผิดทางพินัย ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัย (ปรับเป็นพินัย)
ส่งผลให้เทศบัญญัติเดิมที่ตรากำหนดโทษ ปรับไม่เกิน 1,000 บาท ไว้ ถูกเปลี่ยนไป มีความผิดทางพินัยและต้องชำระค่าปรับเป็นพินัย ไม่เกินหนึ่งพันบาท กำหนดให้ นายก ปลัด รองปลัด หัวหน้าสำนักปลัด หัวหน้าฝ่ายงานนิติการ นิติกร ที่รับผิดชอบงานคดี ระดับชำนาญการขึ้นไป เป็นเจ้าหน้าที่ปรับเป็นพินัย ต้องดำเนินคดีพินัย กับผู้ที่ฝ่าฝืน เทศบัญญัติดังกล่าว
โดยมีขั้นตอนเบื้องต้น
1. มอบหมายให้เจ้าหน้าที่เทศบาล แสวงหาข้อเท็จจริงเบื้องต้น (ไม่มีแบบตาม ระเบียบฯกำหนดไว้)
2. ไม่ตัดอำนาจบุคคลที่เป็นเจ้าหน้าที่ปรับเป็นพินัย จะแสวงหาข้อเท็จจริงให้หรือเพิ่มเติ่ม (ไม่มีแบบตาม ระเบียบฯกำหนดไว้)
3.หากยังครบองค์ประกอบที่ผิดพินัย ตามที่เทศบัญญัติตราไว้ อัตราโทษปรับเป็นพินัยไม่เกิน 1หมื่นบาท อำนาจเจ้าหน้าที่พินัย นายเดียว ต้องแจ้งข้อกล่าวหา (มีแบบตาม ระเบียบฯกำหนดไว้)
4.ผู้ถูกกล่าวหาไม่ มาชี้แจ้ง ภายใน 30 วัน เจ้าหน้าที่ปรับเป็นพินัย ออกคำสั่งปรับเป็นพินัย (มีแบบตาม ระเบียบฯกำหนดไว้)
5.หากผู้ถูกกล่าวหา ไม่ชำระค่าปรับเป็นพินัย ต้องรวบรวมข้อเท็จจริง กฎหมาย เอกสารที่เกี่ยวข้อง ส่งพนักงานอัยการ ดำเนินการฟ้องตามเขตอำนาจศาลต่อไป
หมายเหตุ กรณีผู้ถูกกล่าวหา ยินยอมรับสารภาพ ยินยอมชำระค่าปรับ ไม่จำต้องเเจ้งข้อกล่าวหา ก่อนก็ได้
ดำรงค์ชัย ไชยมงคล นักกฎหมายท้องถิ่น

“สมมติว่า…” พูดเป็นภาษาอังกฤษ

 



“สมมติว่า…” พูดเป็นภาษาอังกฤษ
1. Let's say... (แปลว่า สมมติว่า/ลองคิดดูว่า) เป็นคำที่ใช้บ่อยที่สุด ใช้ขึ้นต้นประโยคเพื่อโยนไอเดียหรือตั้งคำถามสมมติ
⠀ ⠀
ตัวอย่างเช่น
Let’s say you were me, what would you do?
สมมติว่าคุณเป็นฉัน คุณจะทำอะไร
Let’s say your plan doesn’t work out. What would you do then?
สมมติว่าแผนของคุณไม่สำเร็จ คุณจะทำยังไงต่อ
Let’s say you have an extra hour each day. How would you use it?
สมมติว่าคุณมีเวลาเพิ่มขึ้นวันละ 1 ชั่วโมง คุณจะใช้มันทำอะไร
2. Suppose / Supposing... (แปลว่า สมมติว่า/ทายว่า) มีความเป็นทางการขึ้นมาเล็กน้อย ใช้ตั้งเงื่อนไขสมมติ
⠀ ⠀
ตัวอย่างเช่น
Suppose you were a billionaire, what would be the first thing you do?
สมมติว่าคุณเป็นมหาเศรษฐี คุณจะทำอะไรเป็นอย่างแรก
Suppose it rains, what will we do?
สมมติว่าฝนตก เราจะทำยังไง?
Supposing you could go anywhere, where would you go?
สมมติว่าคุณไปไหนก็ได้ คุณจะไปที่ไหน?
⠀ ⠀
3. Imagine... (แปลว่า ลองจินตนาการว่า/สมมติว่า) ใช้เมื่อต้องการให้อีกฝ่ายเห็นภาพตาม
⠀ ⠀⠀
ตัวอย่างเช่น
Imagine you can turn back the time, what would you do differently?
สมมติว่าคุณย้อนเวลาได้ คุณจะทำอะไรที่ต่างไปจากเดิม
I can't imagine living without internet.
ฉันจินตนาการไม่ออกเลยว่าจะอยู่โดยไม่มีอินเทอร์เน็ตได้อย่างไร
Just imagine, we could win the lottery!
ลองจินตนาการดูสิ เราอาจจะถูกหวยก็ได้!
As you can imagine, she was very happy.
อย่างที่คุณพอจะจินตนาการได้ เธอมีความสุขมาก

cr.

ครูเจี๊ยบ สอนภาษาอังกฤษ

ปรับเป็นพินัย ความผิดเล็กน้อยถ้าไม่จ่ายไม่ติดคุก แต่อาจถูกยึดทรัพย์

 

ปรับเป็นพินัย ความผิดเล็กน้อยถ้าไม่จ่ายไม่ติดคุก แต่อาจถูกยึดทรัพย์

ปัญหาหนึ่งในระบบยุติธรรมที่สังคมไทยกำลังเผชิญไปพร้อมกับอีกหลายๆ ประเทศทั่วโลก คือ การเกิดสภาวะกฎหมายอาญาเฟ้อ (Over-Criminalization) คือ มีกฎหมายที่กำหนดให้การกระทำเป็นความผิดและมีโทษทางอาญาเยอะเกินไป จนประชาชนไม่สามารถรู้ได้ว่าการกระทำใดจะเป็นความผิดและมีโทษบ้าง และกลายเป็นภาระของกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่ต้องดำเนินการเอาผิดแม้กับการกระทำเล็กน้อยที่ไม่ได้สร้างความเสียหายให้สังคมโดยรวม

สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะความผิดอาญาไม่ได้ปรากฏอยู่แค่ในประมวลกฎหมายอาญาเท่านั้น แต่ยังมีอยู่ตามพระราชบัญญัติหลายร้อยฉบับ อีกทั้งนับแต่ที่คสช. ได้แต่งตั้งสภาปฏิรูปประเทศแห่งชาติ (สปช. และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อออกกฎหมายตามนโยบายของคณะรัฐประหาร ทั้งสองสภาก็ได้นำโทษทางอาญาเข้าไปในกฎหมายเพิ่มขึ้นมาอีกหลายฉบับ ซึ่งกฎหมายบางฉบับและความผิดบางฐานก็ไม่จำเป็นเลยที่จะต้องกำหนดโทษให้ประชาชน ก็ได้กำหนดเป็นโทษปรับ ซึ่งเป็นโทษทางอาญาอย่างหนึ่งเช่นกัน

หนึ่งในความพยายามแก้ไขปัญหากฎหมายอาญาเฟ้อตั้งแต่ต้นทาง ก็คือ การออกกฎหมายเรื่องการปรับเป็นพินัย เพื่อลดภาระการดำเนินคดีทางอาญา

ปรับเป็นพินัย มาตรการให้คนจนไม่ถูกขังเมื่อไม่มีเงินจ่ายค่าปรับ

พระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 เสนอโดยคณะกรรมการกฤษฎีกา ผ่านการเห็นชอบของรัฐสภาและประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2565 เป็นก้าวแรกของรัฐที่คิดจะแก้ไขปัญหาสภาวะกฎหมายอาญาเฟ้อผ่านกลไกทางกฎหมาย โดยเดินตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 77 ที่การกำหนดโทษทางอาญาต้องเป็นกรณีความผิดร้ายแรงเท่านั้น

เนื่องจากมีกรณีที่ผู้กระทำความผิดทางอาญาจำนวนมากมีฐานะยากจนไม่มีกำลังพอที่จะจ่ายค่าปรับ และกฎหมายอาญากำหนดให้คนเหล่านี้ต้องถูก กักขังแทนค่าปรับ ในอัตราวันละ 500 บาท ในขณะที่ผู้มีกำลังทรัพย์พอที่จะจ่ายค่าปรับได้นั้นมีโอกาสมากกว่าที่จะไม่เดือดร้อนจากการกระทำความผิดและถูกลงโทษ จนกระบวนการยุติธรรมกลายเป็นโทษกับคนจนเท่านั้น สภาพดังกล่าวส่งผลให้เกิดปัญหาอื่นควบคู่ตามมาที่เห็นได้ชัดเจนมากที่สุด คือ ปัญหา ‘นักโทษล้นคุก’ โดยจากสถิติล่าสุดปลายปี 2564 ประเทศไทยมีจำนวนนักโทษสูงสุดเป็นอันดับเจ็ดของโลก และกำลังประสบปัญหานักโทษล้นคุกอย่างหนักติดอันดับ 6 ของโลก อันดับสามของเอเชีย และครองอันดับหนึ่งในอาเซียน เมื่อผู้ต้องขังมีจำนวนมากขึ้นเท่าไร งบประมาณในการดูแลก็ต้องเพิ่มขึ้นเท่านั้น

การกำหนดมาตรการอื่นที่เหมาะสมหรือปรับเปลี่ยนสภาพบังคับดังกล่าวไม่ให้เป็นโทษทางอาญา ไม่ให้คนจนต้องถูกคุมขังจึงเป็นเหตุผลสำคัญ ของการสร้างมาตรการลงโทษแบบใหม่ ที่เรียกว่า “ปรับเป็นพินัย”

การปรับเป็นพินัย คือ การกำหนดมาตรการลงโทษสำหรับผู้กระทำความผิดความผิดเล็กน้อย เช่น ไม่แสดงใบขับขี่ (โทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท) จอดรถขายของริมทาง (โทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท) หรือจะเรียกได้ว่ามาตรการนี้เข้ามาเปลี่ยนความผิดทางอาญาที่มีเฉพาะโทษปรับอย่างเดียว ให้เรียกใหม่ว่า “ปรับเป็นพินัย” หรือเปลี่ยนความผิดที่มีโทษทางปกครองในกฎหมายบางฉบับ ให้เป็นความผิดรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า​ “ความผิดทางพินัย”

ผลของการกระทำความผิดทางพินัยนี้การรับผิดยังคงเป็นการชำระเงินค่าปรับ แต่เมื่อไม่ใช่โทษทางอาญา ถ้าผู้กระทำความผิดไม่มีเงินจ่ายค่าประบเป็นพินัยนี้ การจำคุกหรือกักขังแทนค่าปรับก็จะไม่ถูกนำมาใช้ อีกทั้งไม่มีการบันทึกลงในประวัติอาชญากรรมที่จะทำให้ประชาชนผู้ทำความผิดเล็กน้อยต้องถูกตราหน้าว่าเป็นอาชญากร

ทำไมถึงใช้คำว่าพินัย?

คำว่า ‘พินัย’ หมายถึง เงินที่จะต้องชำระเป็นค่าปรับให้แก่รัฐ มาจากคำโบราณที่ใช้ในสมัยกฎหมายตราสามดวง โดยจุดประสงค์ของผู้ร่างที่เลือกใช้คำในภาษาโบราณก็เพราะไม่ต้องการให้เกิดการสับสนกับคำว่า ‘ค่าปรับทางปกครอง’ ที่โดยสภาพเป็นความผิดต่อกฎระเบียบหรือเป็นความผิดที่ไม่ร้ายแรงเช่นกัน

ผู้ร่างต้องการเน้นย้ำให้เห็นว่าการปรับเป็นพินัยเป็นมาตรการหรือการกำหนดโทษอีกลักษณะหนึ่งขึ้นมาใหม่ในระบบยุติธรรมไทยที่ไม่ใช่โทษปรับทางอาญา โทษทางแพ่ง โทษทางปกครอง หรือโทษทางวินัย

คำนึงถึงสถานะทางเศรษฐกิจ กำหนดโทษต่ำๆ ได้

สำหรับหลักเกณฑ์ในการพิจารณาปรากฏอยู่ในมาตรา 9 ซึ่งกำหนดให้การพิจารณาจะต้องคำนึงถึงความเหมาะสมกับสภาพความผิดและกำหนดค่าปรับให้เหมาะสมกับฐานะของผู้กระทำความผิด โดยการกำหนดค่าปรับพินัยจะมากน้อยเพียงใดนั้นให้พิจารณาให้เหมาะสมกับข้อเท็จจริง ดังต่อไปนี้

(1)    ระดับความรุนแรงของผลกระทบต่อชุมชนหรือสังคมจากความผิดนั้น ๆ

(2) ความรู้ผิดชอบ อายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา ฯลฯ​ เกี่ยวกับผู้กระทำความผิด

(3)    ผลประโยชน์ที่ผู้กระทำความผิดหรือบุคคลอื่นได้รับจากการกระทำความผิดทางพินัย และ

(4)    สถานะทางเศรษฐกิจของผู้กระทำความผิด

ที่สำคัญร่างมาตรา 10 ได้กล่าวถึงกรณีหากเป็นความผิดที่เกิดจากความยากจนข้นแค้นหรือเพราะความจำเป็นอย่างแสนสาหัสในการดำรงชีวิต ศาลจะกำหนดค่าปรับเป็นพินัยต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้เพียงใดก็ได้ หรือจะว่ากล่าวตักเตือนแทนโดยไม่ปรับเป็นพินัยเลยก็ได้เช่นกัน นอกจากนี้ การชำระค่าปรับพินัยสามารถดำเนินการได้ทางอิเล็กทรอนิกส์ ผ่อนชำระเป็นรายงวด หรือหากผู้กระทำความผิดไม่อยู่ในฐานะที่จะชำระค่าปรับศาลอาจพิจารณาให้ทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับก็ได้

การปรับเป็นพินัยนำไปใช้กับกฎหมายใดบ้าง ?

การปรับเป็นพินัยจะถูกนำไปใช้กับความผิดที่มีโทษปรับสถานเดียวตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันตามรายชื่อกฎหมายในบัญชีท้ายร่างพระราชบัญญัติให้เป็นความผิดทางพินัย โดยจะแยกเป็นกรณีความผิดอาญาที่มีโทษปรับสถานเดียว(บัญชีแนบท้าย 1 และ 2) และความผิดที่มีโทษปรับทางปกครอง (บัญชีที่3)

กรณีความผิดอาญาที่มีโทษปรับสถานเดียว แบ่งออกเป็น 2 บัญชี  ได้แก่

บัญชีที่ 1 เป็นกฎหมายที่ให้เปลี่ยนเป็นความผิดทางพินัยโดยอัตโนมัติ (เมื่อพ้นกำหนด 365 วัน นับแต่วันที่พระราชบัญญัติฉบับนี้ประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา) จำนวน 176 ฉบับ ตัวอย่างเช่น พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522  

บัญชีที่ 2 เป็นกฎหมายที่หน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมายจะเปลี่ยนเป็นความผิดทางพินัยหรือไม่ก็ได้ หากจะเปลี่ยนต้องตราพระราชกฤษฎีกาก่อนเปลี่ยนเป็นความผิดทางพินัย จำนวน 33 ฉบับ ด้วยเหตุที่กฎหมายในหมวดนี้แม้จะมีโทษปรับสถานเดียวเช่นกันกับในบัญชีแรก แต่หน่วยงานที่บังคับใช้ยังไม่พร้อมให้เปลี่ยนเป็นความผิดทางพินัยเนื่องจากมีข้อกังวลในเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย และการไม่บรรลุวัตถุประสงค์ที่กฎหมายเฉพาะนั้นบัญญัติไว้เป็นพิเศษ ร่างพระราชบัญญัตินี้จึงได้เปิดช่องให้หน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมายฉบับนั้นๆ ตัดสินใจ ตัวอย่างเช่น ประมวลกฎหมายยาเสพติด  

กรณีความผิดที่มีโทษทางปกครอง (บัญชีที่ 3) จำนวน3ฉบับ  เป็นกฎหมายที่ในช่วงที่ผ่านมาได้มีการกำหนดมาตรการลงโทษโดยให้ใช้โทษปรับทางปกครองแทนโทษอาญา ซึ่งมาตรการดังกล่ามีหลักการเช่นเดียวกับการปรับเป็นพินัย ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จึงได้กำหนดให้เปลี่ยนความผิดที่มีโทษทางปกครองเป็นความผิดทางพินัยด้วย เพื่อให้การพิจารณาและการกำหนดโทษของเจ้าหน้าที่เป็นระบบเดียวก้น ตัวอย่างเช่น พระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม พ.ศ.2562

ไม่จ่ายค่าปรับไม่ต้องติดคุก แต่อาจถูกยึดทรัพย์

ตามมาตรา 30 กำหนดว่า ผู้ใดต้องคำพิพากษาให้ชำระค่าปรับเป็นพินัย ไม่ชำระค่าปรับภายในเวลาที่ศาล
กำหนด ให้ศาลมีอำนาจออกหมายบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องในทรัพย์สินของผู้นั้น
เพื่อชำระค่าปรับเป็นพินัย

มาตรา 12 กำนดว่า เมื่อได้มีคำสั่งหรือคำพิพากษาอันเป็นที่สุดให้ผู้ใดชำระค่าปรับเป็นพินัย ถ้าผู้นั้นมิได้ชำระหรือชำระค่าปรับเป็นพินัยแล้วแต่ยังไม่ครบถ้วน และเกินห้าปีนับแต่วันที่มีคำสั่งหรือคำพิพากษาดังกล่าว จะบังคับตามคำสั่งหรือคำพิพากษาต่อผู้นั้นมิได้

ความในวรรคหนึ่งไม่ใช้บังคับแก่การขายทอดตลาดหรือจำหน่ายโดยวิธีอื่นซึ่งทรัพย์สินหรือ
สิทธิเรียกร้องที่ถูกยึดหรืออายัดไว้ภายในกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่ง

ประโยชน์จากการปรับโทษปรับทางอาญาเป็นโทษทางพินัย?

1.      คุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชน เพราะเป็นการกำหนดให้ความผิดอาญาต้องเป็นการกระทำที่ร้ายแรงเท่านั้น

2.      ไม่มีการกักขังแทนค่าปรับ ไม่มีการบันทึกประวัติอาชญากรรม โทษทางพินัยจึงไม่มีผลกระทบต่อชีวิต หน้าที่การงานของประชาชนไม่ทำให้เสื่อมเสียประวัติตน

3.      ลดภาระประชาชน เนื่องจากเป็นการกำหนดให้เป็นภาระของเจ้าหน้าที่รัฐที่จะนำคดีไปสู่ศาล

4.      รัฐประหยัดงบประมาณและทรัพยากร เพราะเป็นการลดขั้นตอนไม่ต้องใช้กระบวนการเต็มรูปแบบดังเช่นคดีอาญา

5.      แบ่งเบาภาระงานของตำรวจ เพราะเป็นการกำหนดให้เจ้าหน้าที่รัฐมีบทบาทหลักในการดำเนินการปรับเป็นพินัย


cr.

ที่มา https://www.ilaw.or.th/articles/53957


Alone, Lone, Lonely, ความโดดเดี่ยว ในภาษาอังกฤษ

 



Alone, Lone, Lonely, ความโดดเดี่ยว ในภาษาอังกฤษ

🌷Alone อยู่คนเดียว

เช่น

She was alone in the office.
(เธออยู่คนเดียวในสำนักงาน)

I like being alone sometimes.
(บางครั้งฉันชอบอยู่คนเดียว)

John lives alone in this house.
(จอห์นอยู่เพียงลำพังในบ้านหลังนี้)

She always travels alone.
(เธอมักจะไปเที่ยวคนเดียวอยู่เสมอ)

“Leave me alone. I want to read this book.”
(ปล่อยให้ฉันอยู่ลำพังนะ ฉันอยากอ่านหนังสือเล่มนี้)

🌷Lone เพียงหนึ่งเดียว, เดี่ยว

เช่น

He is a lone traveler.
(เขาเป็นนักเดินทางผู้สันโดษ/เดินทางคนเดียว)

The lone survivor escaped safely.
(ผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวหนีออกมาได้อย่างปลอดภัย)

Many elderly people suffer from loneliness.
(ผู้สูงอายุจำนวนมากเผชิญกับความเหงา)


🌷Lonely รู้สึกเหงา โดดเดี่ยว

เช่น

(I feel lonely.)
ฉันรู้สึกเหงา

He gets lonely when his family is away.
(เขารู้สึกเหงาเมื่อครอบครัวไม่อยู่)

She feels lonely because she don’t have any friend.
(เธอรู้สึกหงอยเหงาเพราะเธอไม่มีเพื่อนเลยสักคน)

These old mans in nursing home look lonely.
(บรรดาคนสูงอายุในบ้านพักคนชราต่างดูหงอยเหงา)

cr. 

ครูเจี๊ยบ สอนภาษาอังกฤษ



การใช้ So กับ Such.

 


การใช้ So กับ Such.

🍇หลักการใช้ So
1. So + คำคุณศัพท์ (Adjective)
เช่น
That player is so good.
(ผู้เล่นคนนั้นเก่งมาก)
I was so tired that I went to bed early last night.
(ฉันเหนื่อยมากเมื่อคืนนี้เลยเข้านอนเร็ว)
2. So + คำกริยาวิเศษณ์ (Adverb)
เช่น
My boss spoke so clearly.
(หัวหน้าของฉันพูดอย่างชัดเจนมาก)
Panjan should run so rapidly.
(ปั้นจั่นควรวิ่งอย่างเร็วมาก ๆ)
3. ใช้ So ในประโยคอุทาน
เช่น
It’s so hot outside!
(ข้างนอกร้อนมาก!)
He is so smart!
(เขาฉลาดมาก!)
ข้อสังเกต : ประโยคอุทานจะมีเครื่องหมายอัศเจรีย์ (!) เสมอ
4. So + much/many/few/little + คำนาม
โครงสร้าง So + much/many/few/little + Noun
เช่น
She can eat only so many pieces of fruit.
(เธอกินได้มากก็แค่ผลไม้เท่านั้น)
I have so much homework tonight.
(คืนนี้ฉันมีการบ้านมากมาย)
🍇หลักการใช้ Such.
1. Such จะตามด้วยคำนามหรือกลุ่มคำนาม
โครงสร้าง : such + (a/an) noun
เช่น
Celebrities have such weird tastes.
(พวกเซเลบมีรสนิยมค่อนข้างแปลกประหลาดมาก)
I can’t bear such grief.
(ฉันไม่สามารถจัดการกับความเศร้าอย่างนั้นได้)
Well, he is such a guy.
(อ่า เขาก็เป็นคนอย่างนั้นแหละ)
Why did you say such a thing?
(ทำไมคุณพูดอย่างนั้นล่ะ)
2. such ตามด้วยกลุ่มคำนาม (adjective + noun)
โครงสร้าง Such + (a/an) adjective + noun
เช่น
This is such a delicious meal.
(อาหารมื้อนี้อร่อยมาก)
There are such cute kids.
(พวกเขาเป็นเด็กที่น่ารักมาก)
3. ใช้ such ในประโยคอุทาน
เช่น
It's such a beautiful day!
(ช่างเป็นวันที่สวยงามอะไรเช่นนี้!)
Don’t be such a fool!
(อย่าโง่ไปหน่อยเลย)

cr.

ครูเจี๊ยบ สอนภาษาอังกฤษ

รวมคู่มือกฎหมายว่าด้วยการปรับเป็นพินัย ของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

  infographic ฉบับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  คู่มือการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 ของสำน...