วันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ตรวจฎีกาแบบ 3 มิติ เทคนิคการตรวจฎีกาเบิกจ่ายเงินโครงการจัดงานประเพณีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)

 


ตรวจฎีกาแบบ 3 มิติ เทคนิคการตรวจฎีกาเบิกจ่ายเงินโครงการจัดงานประเพณีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)

ต้องยึดหลัก "ความโปร่งใส เอกสารถูกต้องครบถ้วน สอดคล้องกับงบประมาณ และเป็นไปตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย"
โดยมีเทคนิคสำคัญในการตรวจสอบเอกสารหลักฐานก่อนอนุมัติเบิกจ่าย ดังนี้
1. ตรวจสอบความถูกต้องตามระเบียบหลัก (Checklist กฎหมาย)
👉ระเบียบที่ใช้บังคับ: ต้องเป็นไปตาม ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการเบิกค่าใช้จ่ายในการจัดงานฯ พ.ศ. 2564 โดยงานที่จัดต้องเป็นกิจกรรมสาธารณะและก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนส่วนรวม
👉ความซ้ำซ้อนของงบประมาณ: ต้องตรวจสอบว่ากิจกรรมนั้นมีลักษณะซ้ำซ้อนกับงบประมาณรายจ่ายอื่น หรือมีหน่วยงานอื่นจัดซ้ำซ้อนหรือไม่
2. ตรวจสอบเอกสารในสำนวนฎีกา (Document Verification)
👉หนังสืออนุมัติโครงการ: ต้องมีสำเนาโครงการที่ผ่านการอนุมัติจากผู้มีอำนาจ (เช่น นายก อปท.)
👉มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการจัดงาน และคำสั่งมอบหมายหน้าที่ชัดเจน
👉ใบสำคัญรับเงิน / ใบเสร็จรับเงิน:ต้องระบุชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้รับเงินหรือร้านค้าอย่างครบถ้วน
วันที่ในใบเสร็จต้องสัมพันธ์กับระยะเวลาการจัดงาน (ต้องไม่เกิดก่อนวันที่ระบุในเอกสารอนุมัติให้จัดงาน)
👉การจัดซื้อจัดจ้าง: กรณีที่มีการจ้างเหมา (เช่น จ้างเต็นท์, เวที, เครื่องเสียง, การแสดง) ต้องแนบเอกสารการจัดซื้อจัดจ้าง เช่น ใบเสนอราคา (กรณีเกิน 10,000 บาท) สัญญาจ้าง และบันทึกการตรวจรับพัสดุมาด้วย
👉ภาพถ่ายการจัดงาน: ต้องมีภาพถ่ายประกอบการดำเนินงานอย่างน้อย 3-5 ภาพ เพื่อใช้เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่ามีการจัดงานจริงและกิจกรรมเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการ
3. เทคนิคการตรวจสอบเชิงลึก (Anti-Corruption & Audit)
👉การจ้างศิลปิน/นักร้อง/การแสดง: ต้องแนบกำหนดการแสดง, สัญญาว่าจ้าง (ระบุค่าจ้าง ขอบเขตงาน และเงื่อนไขการจ่ายเงิน), และสำเนาบัตรประชาชนของผู้รับจ้าง
👉การเบิกจ่ายค่าอาหารและเครื่องดื่ม: ตรวจสอบจากจำนวนผู้เข้าร่วมงานจริง (สามารถเทียบเคียงได้จากภาพถ่ายหรือใบลงทะเบียน) ว่าสอดคล้องกับจำนวนเงินที่เบิกหรือไม่
👉การยืมเงินไปจ่ายล่วงหน้า: หากมีการยืมเงินทดรองราชการ ให้ตรวจสอบสัญญาการยืมเงิน และติดตามให้มีการเคลียร์ฎีกา (ส่งใช้เงินยืม) ภายในระยะเวลาที่ระเบียบกำหนดอย่างเคร่งครัด
📍เพื่อตอบโจทย์การตรวจหน้าฎีกาอย่างละเอียดระดับมืออาชีพ จะใช้วิธี "ตรวจ 3 มิติ (กฎหมาย-ตัวเลข-ข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์)" เพื่อป้องกันข้อทักท้วงจาก สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) โดยมีรายละเอียดลึกในแต่ละประเด็นดังนี้.....
1. จุดดักจับ (Checkpoints)
✅แยกตามหมวดค่าใช้จ่ายหลักเมื่อกางหน้าฎีกาจัดงานประเพณี ให้เจาะตรวจเงื่อนไขเฉพาะตาม ระเบียบมท. จัดงานและกิจกรรมสาธารณะ พ.ศ. 2564 ดังนี้
✅หมวดค่าอาหารและเครื่องดื่ม:อัตราควบคุม: ต้องตรวจสอบว่าไม่เกิน 150 บาทต่อคนต่อวัน หรือกรณีจัดร่วมกับโครงการฝึกอบรมให้ดูว่ามีเบิกซ้ำซ้อนกันไหม
✅หลักฐานคุมยอด: ต้องมีบัญชีรายชื่อผู้เข้าร่วมงาน (ใบลงทะเบียน) ที่มีลายมือชื่อจริง คอยรีเช็กกับจำนวนกล่องอาหารที่สั่งซื้อในใบเสร็จ
✅หมวดค่าตอบแทนและพิธีกรรม:ปัจจัยถวายพระสงฆ์: พระสงฆ์ไม่สามารถออกใบเสร็จรับเงินได้ เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบโครงการต้องทำ "ใบรับรองการจ่ายเงิน" พร้อมแนบสูจิบัตรหรือกำหนดการประกอบ เพื่อเป็นหลักฐานให้กองคลัง ตามแนวทางปฏิบัติของกระทรวงมหาดไทย
✅ค่าตอบแทนกรรมการตัดสิน/ผู้แสดง: ตรวจสอบบัตรประชาชน และใช้อัตราเบิกจ่ายตามเกณฑ์ (เช่น ข้าราชการไม่เกิน 400 บาท/วัน, บุคคลภายนอกไม่เกิน 800 บาท/วัน)
✅หมวดของขวัญ / ของรางวัล:ผู้สูงอายุ/เด็ก: หากมีการแจกของขวัญวันประเพณี ต้องสอดคล้องกับแนววินิจฉัย เช่น ของขวัญมูลค่าไม่เกิน 100 บาท เพื่อความประหยัดและเท่าที่จำเป็นตามแนว คำพิพากษาศาลปกครอง (อร.171/2567) ห้ามซื้อของส่วนตัวที่อยู่นอกเหนือวัตถุประสงค์โครงการ
2. เทคนิคการสอบทาน "ความเชื่อมโยงของเวลา" (Chronological Audit)
➡️จุดที่ สตง. มักตรวจพบความบกพร่องบ่อยที่สุดคือ "วันที่" ในเอกสารหน้าฎีกาไม่สอดคล้องกัน ให้ใช้วิธีไล่ไทม์ไลน์ดังนี้
👉[แผนพัฒนาท้องถิ่น] ➔ [ตั้งงบประมาณ/ข้อบัญญัติ] ➔ [ขออนุมัติโครงการ] ➔ [จัดซื้อจัดจ้าง/ยืมเงิน] ➔ [จัดงานจริง] ➔ [ตรวจรับ/จ่ายเงิน]
👉กฎเหล็กเรื่องวันที่: วันที่ในใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี หรือใบส่งของ "ต้องไม่เกิดก่อน" วันที่ได้รับอนุมัติโครงการ และอนุมัติจัดซื้อจัดจ้าง
👉กรณีการจ้างเหมาบริการ: เอกสารจัดซื้อจัดจ้าง (เช่น ค่าเช่าเต็นท์ เวที ระบบเครื่องเสียง) ต้องลงระบบ e-GP และทำความตกลงตาม พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้างฯ ให้เสร็จสิ้นก่อนเริ่มวันจัดงานประเพณีจริง
3. รายการเอกสาร "ต้องมี" แนบหน้าฎีกา (Mandatory Attachments) เพื่อให้หน้าฎีกาผ่านการอนุมัติอย่างไร้ข้อทักท้วง
✅ต้องมีเอกสารเรียงตามลำดับดังนี้
👉หน้าฎีกาเบิกเงิน (แบบข.01): ลงนามครบถ้วนทุกช่อง (ผู้เบิก, ผู้ตรวจหน้าฎีกา, ผู้อำนวยการกองคลัง, ปลัด อปท., นายก อปท.)
เอกสารขออนุมัติ: โครงการจัดงานประเพณีฉบับจริง + บันทึกข้อความขออนุมัติ
จัดงาน
👉คำสั่งควบคุม: คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการจัดงาน คณะกรรมการตรวจรับ และเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ
👉หลักฐานการจัดซื้อจัดจ้าง: (ถ้ามี) ใบสั่งซื้อ/สั่งจ้าง, รายงานผลการตรวจรับพัสดุ
👉หลักฐานการจ่ายเงิน: ใบเสร็จรับเงินฉบับจริง, ใบรับรองการจ่ายเงิน, สำเนาบัตรประชาชนผู้รับเงิน
👉หลักฐานเชิงประจักษ์: ภาพถ่ายการดำเนินงาน (ก่อนจัด, ระหว่างจัด, หลังจัด) พร้อมสรุปผลโครงการตามหลักความคุ้มค่า
หวังว่าเรื่องนี้เป็นประโยชน์ทั้งผู้จัดทำโครงการและผู้ตรวจหน้าฎีกา เพื่อป้องกันจากหน่วยตรวจสอบ
วราภรณ์ แสงชา
คนท้องถิ่นหัวใจสิงห์
วิทยากรอิสระ
15 พฤษภาคม 2569

ระวัง! กระทรวงสาธารณสุข ยกระดับเฝ้าระวัง “ไวรัสฮันตา” ประกาศเป็น “โรคติดต่ออันตราย” ลำดับที่ 14 ชี้ แม้แพร่ยาก แต่อันตรายสูง กักตัวผู้เสี่ยงสูง 42 วัน

 


ระวัง! กระทรวงสาธารณสุข ยกระดับเฝ้าระวัง “ไวรัสฮันตา” ประกาศเป็น “โรคติดต่ออันตราย” ลำดับที่ 14 ชี้ แม้แพร่ยาก แต่อันตรายสูง กักตัวผู้เสี่ยงสูง 42 วัน

สธ. ประกาศ! “ไวรัสฮันตา” เป็นโรคติดต่ออันตราย กักตัวผู้เสี่ยงสูง 42 วัน
ระวัง! กระทรวงสาธารณสุข ยกระดับเฝ้าระวัง “ไวรัสฮันตา” ประกาศเป็น “โรคติดต่ออันตราย” ลำดับที่ 14 ชี้ แม้แพร่ยาก แต่อันตรายสูง กักตัวผู้เสี่ยงสูง 42 วัน

คุมเข้ม! “ไวรัสฮันตา”
ล่าสุด กระทรวงสาธารณสุข ยกระดับเฝ้าระวัง ประกาศเป็น “โรคติดต่ออันตราย” ลำดับที่ 14

วันนี้ (15 พ.ค.69) ที่กรมควบคุมโรค นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มอบหมายให้ นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2569

โดย นพ.สมฤกษ์กล่าวว่า หลังจากการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคมที่ผ่านมา ที่มีมติให้กรมควบคุมโรคดำเนินการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดโรคติดเชื้อไวรัสฮันตาเป็นโรคติดต่ออันตรายตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 เพื่อรองรับการดำเนินมาตรการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคตามกฎหมายได้อย่างเหมาะสมกับระดับความเสี่ยงและทันต่อสถานการณ์

ล่าสุด เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 มีการประชุมคณะผู้เชี่ยวชาญพิจารณากำหนดโรคติดเชื้อไวรัสฮันตาเป็นโรคติดต่ออันตราย ซึ่งได้มีมติเห็นควรให้กำหนดเป็นโรคติดต่ออันตราย เนื่องจากเป็นโรคที่มีความรุนแรงสูง สามารถแพร่ผ่านละอองฝอยทางเดินหายใจ บางชนิดแพร่จากคนสู่คนได้ และเป็นประเด็นที่ทั่วโลกให้ความกังวล โดยให้ครอบคลุมทั้งกลุ่มอาการทางระบบทางเดินหายใจ (Hantavirus Pulmonary Syndrome) และกลุ่มอาการทางไต (Hemorrhagic Fever with Renal Syndrome)

นพ.สมฤกษ์ กล่าวต่อว่า วันนี้ที่ประชุมจึงมีมติเห็นชอบร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ชื่อและอาการสำคัญของโรคติดต่ออันตราย (ฉบับที่…) พ.ศ. … (กรณีโรคติดเชื้อไวรัสฮันตา) ซึ่งจะเพิ่มโรคติดเชื้อไวรัสฮันตาเป็นโรคติดต่ออันตรายลำดับที่ 14 เพื่อให้เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อมีอำนาจตามกฎหมาย

ในการสอบสวนโรค การดำเนินการหรือออกคำสั่ง เช่น การแยกกักหรือกักกัน เพื่อเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยกำหนดชื่อและอาการสำคัญ ดังนี้ “(14) โรคติดเชื้อไวรัสฮันตา (Hantavirus Disease) มีอาการไข้ หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย และอาจมีอาการทางระบบทางเดินอาหาร เช่น ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน หรือถ่ายเหลวในรายที่มีอาการรุนแรงจะมีอาการไอ หายใจลำบาก มีภาวะปอดอักเสบ มีของเหลวคั่งในปอด มีภาวะช็อก ความดันโลหิตต่ำ มีอาการเลือดออกจากส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ไตวายเฉียบพลัน มีอาการระบบทางเดินหายใจล้มเหลว และอาจถึงขั้นเสียชีวิต”

“เกณฑ์ทางคลินิกของโรคติดเชื้อไวรัสฮันตา คือ ผู้ที่มีไข้มากกว่า 38 องศาเซลเซียส และมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่ หนาวสั่น ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน หรือถ่ายเหลว ร่วมกับตรวจพบความผิดปกติอย่างน้อย 1 ข้อ แบ่งเป็นกลุ่มอาการไข้เลือดออกร่วมกับกลุ่มอาการทางไต (HFRS) ได้แก่ มีเลือดออกผิดปกติ ความดันโลหิตต่ำ หรือภาวะไตวายเฉียบพลัน หรือกลุ่มอาการทางเดินหายใจจากไวรัสฮันตา (HPS) ซึ่งเมื่อพบผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรคจะต้องรายงานภายใน 3 ชั่วโมง และลงสอบสวนภายใน 12 ชั่วโมงหลังพบเหตุสงสัยในทุกระดับ ส่วนผู้สัมผัสเสี่ยงสูงจะมีมาตรการกักตัว 42 วันนับจากวันสัมผัสผู้ป่วยเข้าข่าย/ผู้ป่วยยืนยัน หากมีอาการให้ทำเสมือนผู้ป่วยสงสัยที่ต้องแยกกักและตรวจหาเชื้อ” นพ.สมฤกษ์กล่าว

สำหรับการยกระดับมาตรการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรค ดำเนินการ ดังนี้

1. การเฝ้าระวัง เพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวัง ณ ช่องทางเข้าออกประเทศ โดยกรมควบคุมโรค จะกำหนดนิยามผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรค (PUI) และวางแนวทางสอบสวนโรคทันที หากพบผู้ป่วยสงสัยในประเทศ รวมถึงกำหนดมาตรการ กักตัวผู้สัมผัสเสี่ยงสูง (High-risk contacts) เป็นเวลา 42 วัน นับจากวันที่สัมผัสผู้ป่วยครั้งสุดท้าย โดยมีเจ้าหน้าที่ติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง

2. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ พัฒนาระบบห้องปฏิบัติการ โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ วางแนวทางเก็บและส่งตรวจตัวอย่าง เพื่อตรวจยืนยันและแยกเชื้อได้อย่างรวดเร็วแม่นยำ

3. การรักษาพยาบาล กรมการแพทย์ จัดทำแนวทางเวชปฏิบัติในการดูแลรักษาผู้ป่วย พร้อมกำหนดมาตรการป้องกันการติดเชื้อภายในสถานพยาบาลทุกแห่ง

4. กลไกระดับพื้นที่ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดและโรงพยาบาลทั่วประเทศ ดำเนินการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดย กำหนดให้หน่วยบริการที่พบผู้ป่วยสงสัย ต้องรายงานข้อมูลภายใน 3 ชั่วโมง พร้อมทั้งทบทวนแนวทางการรักษา และสื่อสารความเสี่ยงให้ประชาชนในพื้นที่รับทราบทันที

“ขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจในระบบเฝ้าระวังของกระทรวงสาธารณสุข และขอความร่วมมือหากพบผู้ที่มีประวัติสัมผัสสัตว์ฟันแทะหรือเดินทางกลับจากพื้นที่เสี่ยง และมีอาการไข้สูง หายใจลำบาก ให้รีบพบแพทย์และแจ้งประวัติการเดินทางทันที เพื่อการวินิจฉัยที่รวดเร็วและป้องกันการแพร่ระบาดของโรค” นพ.สมฤกษ์กล่าว

cr. อีจัน


วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

✨ พระราชพิธีพืชมงคล 13 พฤษภาคม 2569 ประเพณีอันทรงคุณค่าของไทย 🌾 The Royal Ploughing Ceremony, 13 May 2026 A Precious Thai Cultural Traditio

 










✨ระราชพิธีพืชมงคล 13 พฤษภาคม 2569
ประเพณีอันทรงคุณค่าของไทย 🌾
The Royal Ploughing Ceremony, 13 May 2026
A Precious Thai Cultural Tradition
พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ นับเป็นพระราชพิธีสำคัญที่สืบทอดมาแต่โบราณกาล สะท้อนความผูกพันอันแน่นแฟ้นระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับวิถีชีวิตเกษตรกรรมของปวงชนชาวไทย เป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าที่ยังคงดำรงอยู่จวบจนปัจจุบัน
พระราชพิธีพืชมงคลมีรากฐานมาจากความเชื่อดั้งเดิมเกี่ยวกับการเพาะปลูกและความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธัญญาหาร สำหรับประเทศไทย ประวัติศาสตร์บันทึกว่ามีการประกอบพระราชพิธีนี้มาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ในสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์ตอนต้น พระมหากษัตริย์จะเสด็จไปทรงประกอบพิธีด้วยพระองค์เอง แสดงถึงความสำคัญอย่างยิ่งของการเกษตรต่อบ้านเมือง ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้โปรดเกล้าฯ ให้พระราชพิธีนี้เป็นพระราชพิธีหลวง และทรงแต่งตั้งขุนนางผู้ใหญ่เป็นผู้แทนพระองค์ในการประกอบพิธี ซึ่งเรียกว่า "พระยาแรกนา"
องค์ประกอบของพระราชพิธีพืชมงคลประกอบด้วย 2 พิธีหลัก ได้แก่
1. พระราชพิธีพืชมงคล
จัดขึ้นในพระบรมมหาราชวัง เป็นพิธีทางศาสนาเพื่อบูชาและขอพรจากเทพเจ้าแห่งการเกษตร มีการสวดมนต์เจริญพระพุทธมนต์ การเจิมเมล็ดพันธุ์พืชที่จะนำไปใช้ในพิธีจรดพระนังคัล และการเตรียมเครื่องประกอบพิธีต่างๆ
2. พิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ
จัดที่มณฑลพิธีท้องสนามหลวง มีพระยาแรกนา (ปัจจุบันคือปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์) เป็นตัวแทนพระมหากษัตริย์ไถหว่านไถแรกและหว่านพันธุ์พืช โดยมีขั้นตอนสำคัญ ได้เเก่ พระยาแรกนาสวมเครื่องแต่งกายพิเศษที่กำหนดไว้ตามโบราณราชประเพณีการไถพระนังคัล โดยใช้พระโคตัวผู้ที่คัดเลือกแล้ว จำนวน 2 คู่ (4 ตัว) การหว่านพันธุ์ข้าวและธัญพืชต่างๆ ลงในร่องไถ เเละการทำนายผลผลิตทางการเกษตรในรอบปีจากการเลือกกินของพระโค และจากความยาวของผ้านุ่งที่พระยาแรกนาสวมใส่
ความสำคัญของพระราชพิธี
มีความสำคัญด้านศาสนาและความเชื่อ เป็นการบูชาเทพเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร เพื่อขอพรให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ ด้านการเกษตรเป็นสัญญาณเริ่มต้นฤดูกาลเพาะปลูกใหม่ และเป็นการทำนายผลผลิตทางการเกษตรในรอบปี ด้านสังคมและวัฒนธรรม แสดงถึงการให้ความสำคัญกับอาชีพเกษตรกรรมซึ่งเป็นอาชีพหลักของคนไทยมาแต่โบราณ เเละด้านการปกครองสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับประชาชน โดยพระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้นำในการทำเกษตรกรรม
ในปัจจุบัน พระราชพิธีพืชมงคลยังคงจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยกำหนดวันที่จะจัดพิธีตามโหราศาสตร์ มักจะตรงกับช่วงเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นฤดูฝนและฤดูกาลเพาะปลูก การจัดพิธีมีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์เพื่อให้ประชาชนได้ชม นับเป็นพระราชพิธีที่ยังคงรักษาแบบแผนโบราณไว้อย่างครบถ้วน แม้จะมีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดบางประการให้เหมาะสมกับยุคสมัย ภายหลังพิธี มีประเพณีการเก็บรวงข้าวและเมล็ดพันธุ์พืชที่ใช้ในพิธีไปแจกจ่ายให้เกษตรกร ซึ่งเชื่อว่าจะนำความเจริญงอกงามมาสู่พืชผล รวมถึงการแจกผ้าแดง (ผ้าแถบ) ที่ใช้ในพิธีให้แก่ประชาชนเพื่อนำไปเป็นสิริมงคล
🔹The Royal Ploughing Ceremony, 13 May 2026 A Precious Thai Cultural Tradition
The Royal Ploughing Ceremony, officially known as the Royal Ploughing and First Furrow Ceremony, is an important royal tradition that has been observed since ancient times. It reflects the close relationship between the Thai monarchy and the agricultural way of life of the Thai people. This ceremony represents a valuable cultural heritage that continues to be preserved to the present day.
The origins of the Royal Ploughing Ceremony are rooted in ancient beliefs concerning cultivation and agricultural abundance. Historical records indicate that the ceremony has been conducted in Thailand since the Sukhothai period. During the Ayutthaya era and the early Rattanakosin period, the King personally presided over the ceremony, demonstrating the vital importance of agriculture to the nation. Later, during the reign of King Rama IV of the Rattanakosin Kingdom, the ceremony was formally established as a state royal ceremony, and a high-ranking official was appointed to represent the King in performing the rite. This representative is known as the “Phraya Raek Na” (Lord of the First Ploughing Ceremony).
Components of the Royal Ceremony
The Royal Ploughing Ceremony consists of two principal rites;
1. The Royal Cultivating Ceremony
This religious ceremony is held within the Grand Palace. It is conducted to pay homage to deities associated with agriculture and to invoke blessings for agricultural prosperity. The ceremony includes Buddhist chanting, the blessing of seeds to be used in the ploughing rite, and the preparation of ceremonial items required for the ritual.
2. The Royal Ploughing Ceremony
This ceremony takes place at Sanam Luang ceremonial ground. The Phraya Raek Na, currently the Permanent Secretary of the Ministry of Agriculture and Cooperatives, serves as the King’s representative in conducting the ceremonial ploughing and sowing of seeds.Key elements of the ceremony include the Phraya Raek Nawearing traditional attire prescribed by royal custom, the ceremonial ploughing using two pairs of specially selected sacred bulls,the sowing of rice and other crop seeds into the furrows, and the prediction of agricultural conditions for the coming year. These predictions are interpreted from the food selected by the sacred bulls and from the length of the ceremonial cloth worn by the Phraya Raek Na.
Significance of the Ceremony
In terms of religion and belief, the ceremony is performed to honor deities and sacred entities associated with agriculture and to pray for abundance and prosperity. In the agricultural dimension, the ceremony symbolizes the commencement of the new cultivation season and serves as a traditional forecast of agricultural yields for the year. Socially and culturally, the ceremony reflects the importance of agriculture, which has long been the principal occupation of the Thai people since ancient times. And from the perspective of governance and national identity, the ceremony symbolizes the enduring relationship between the monarchy and the people, with the monarch serving as a symbolic leader and patron of agriculture.
Nowadays, the Royal Ploughing Ceremony continues to be observed annually. The date of the ceremony is determined according to traditional astrological calculations and usually falls in May, marking the beginning of the rainy season and the agricultural planting season.The ceremony is broadcast nationwide on television, allowing the public to witness this important cultural event.
Although certain details have been adapted to suit contemporary contexts, the ceremony continues to preserve its traditional forms and customs with remarkable completeness. Following the ceremony, rice stalks and seeds used in the ritual are distributed to farmers, who believe they will bring prosperity and fertility to their crops. Red ceremonial cloth strips used during the rite are also distributed to members of the public as auspicious tokens.
Further information is available from the Department of Cultural Promotion Digital Publication, Knowledge Series: “คู่วัฒนธรรม/Khu Watthanatham,” by the Spokesperson of the Ministry of Culture.
Credit for photos and information: The Department of Cultural Promotion, Ministry of Culture.
🙏🏻 ขอขอบคุณข้อมูลจาก กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม
📚องค์ความรู้ : คู่วัฒนธรรม
🎙️ โดย โฆษกกระทรวงวัฒนธรรม


หลายคนยังเข้าใจผิด ขับรถหน้าฝนแบบนี้ 'ปุ่มรถลื่น' บนหน้าปัดรถ ตกลงมันต้องกดเปิด หรือกดปิด? ทำไมบางทีมีไฟโชว์บนหน้าปัด? �

 


หลายคนยังเข้าใจผิด ขับรถหน้าฝนแบบนี้ 'ปุ่มรถลื่น' บนหน้าปัดรถ ตกลงมันต้องกดเปิด หรือกดปิด? ทำไมบางทีมีไฟโชว์บนหน้าปัด? �


ฝนตกถนนลื่น ปุ่มรูปรถลื่น คืออะไร ควรเปิดหรือปิด? รู้ไว้ก่อนเกิดอุบัติเหตุ
ไขข้อข้องใจ! ปุ่มรูปรถลื่น (ESC/VSC/VSA) ในรถยนต์คืออะไร ฝนตกแบบนี้ควรเปิดหรือปิด?

ลูกเพจอีจันทุกคนครับ ช่วงนี้ฝนตกหนักแทบทุกวัน และประเทศไทยก็เข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการแล้ว ถนนนี่ลื่นปรู๊ดปร๊าดเลยใช่มั้ยครับ สำหรับคนที่ใช้รถทุกวันช่วงนี้สังเกตกันไหม ในรถเรามันจะมีปุ่ม ๆ หนึ่ง หน้าตาเป็นรูปรถ แล้วก็มีรอยยึกยือ ๆ เหมือนรถกำลังลื่นไถล แถมมีคำว่า OFF อยู่ข้างใต้ หลายคนเรียกมันว่า ปุ่มรถลื่น คำถามคือหน้าฝนแบบนี้ เราควรจะไปกดมันมั้ย? บางคนบอก เห้ย ถนนลื่น ก็ต้องกดปุ่มรถลื่นสิ หยุดก่อนครับทุกคน ถ้าไม่อยากตุยตู๋ลิ่วล้อขอเบรกเอี๊ยดตรงนี้เลย ความเข้าใจผิดนี้อาจทำให้คุณงานเข้าได้เลยนะครับ

ปุ่มที่ว่านี้ มันคือปุ่มที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับ ระบบควบคุมการทรงตัว ซึ่งแต่ละค่ายรถเค้าก็จะเรียกชื่อเท่ ๆ ต่างกันไปครับ ไม่ว่าจะเป็น ESC, VSC หรือ VSA หน้าที่ของมันคือพระเอกขี่ม้าขาวชัด ๆ มันช่วยควบคุมรถไม่ให้เสียอาการเวลาที่เราเจอสถานการณ์คับขัน เช่น หักหลบกะทันหัน หรือขับไปเจอน้ำขังจนรถเหินน้ำ มันจะสั่งเบรกไปที่ล้อแต่ละข้างแบบอัตโนมัติ เพื่อดึงรถกลับมาอยู่ในทิศทางที่เราต้องการครับ

แล้วทำไมปุ่มมันถึงมีคำว่า OFF? จำไว้ให้ขึ้นใจเลยว่าระบบนี้มันเปิดทำงานอัตโนมัติทุกครั้งที่เราสตาร์ทรถอยู่แล้ว ไอ้ปุ่มที่เราเห็นเนี่ย เค้ามีไว้เพื่อปิดมันต่างหากล่ะครับ เพราะฉะนั้น ในการขับขี่ปกติ โดยเฉพาะหน้าฝนถนนลื่น ๆ ‘ห้าม-กด-ปิด-เด็ด-ขาด’ นะครับ ปล่อยมันไว้อย่างนั้นแหละ ให้มันคอยเป็นบอดี้การ์ดดูแลเรา

หลายคนสงสัย แล้วเขาจะทำปุ่มนี้ขึ้นมาทำไม? คืออย่างนี้ครับ เค้าเอาไว้ให้เรากดปิดในกรณีเฉพาะกิจเท่านั้น เช่น เวลารถเราโชคร้ายไปตกลงไปในหล่มโคลน หรือติดหล่มทรายลึก ๆ ถ้าเราไม่ปิดระบบนี้ ตัวระบบมันจะคิดว่ารถกำลังลื่นไถล มันก็จะไปตัดกำลังเครื่องยนต์ ทำให้ล้อไม่ยอมหมุน เราก็ขึ้นจากหล่มไม่ได้สักทีครับ ในกรณีแบบนี้แหละ เราถึงจะต้องเอื้อมมือไปกดปิดมัน (OFF) ชั่วคราว เพื่อให้ล้อหมุนฟรีได้เต็มที่และตะกุยรถขึ้นมานั่นเอง

สรุปง่าย ๆ นะครับขับรถทางดำ ถนนปกติ ฝนตกถนนลื่นปล่อยไว้ ห้ามกด แต่ถ้าเมื่อไหร่ไปลุยจนรถติดหล่ม ค่อยกดปิดนะครับ รู้แบบนี้แล้ว ก็อย่าลืมเช็กรถกันด้วยนะ หน้าฝนแบบนี้ เทคโนโลยีดีแค่ไหน ก็ไม่เท่าความไม่ประมาทนะครับ ขับขี่ปลอดภัยกันทุกคนนะครับ เป็นห่วง


cr. อีจัน

การวิ่งเล่นฟุตบอลไม่ให้ล้มง่าย เกิดจากการมีสมดุล (Balance) ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว และทักษะการทรงตัวที่ดี โดยมีแนวทางปฏิบัติและฝึกซ้อมดังนี้

 การวิ่งเล่นฟุตบอลไม่ให้ล้มง่าย เกิดจากการมีสมดุล (Balance) ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว และทักษะการทรงตัวที่ดี โดยมีแนวทางปฏิบัติและฝึกซ้อมดังนี้:

1. สร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ (Strength Training)
  • สร้างกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (Core Muscle): ฝึก Plank, Sit-up, Leg Raise เพื่อช่วยในการทรงตัวและรักษาลำตัวให้ตั้งตรงเมื่อปะทะ
  • ฝึกความแข็งแรงขา: ทำ Squat, Lunge โดยเฉพาะการฝึกแบบขาข้างเดียว (Single-leg exercises) เพื่อให้ขาแต่ละข้างแข็งแรงพอที่จะรับน้ำหนักตัวขณะวิ่งหรือเปลี่ยนทิศทาง
  • ฝึกขาข้างเดียว (Single-leg exercises): ช่วยเพิ่มสมดุลในการวิ่งสลับข้างไปมา 
2. เทคนิคการวิ่งและการทรงตัวในสนาม
  • ลดจุดศูนย์ถ่วง: เวลาปะทะหรือเลี้ยงบอล ให้ย่อเข่าลงเล็กน้อยเพื่อให้จุดศูนย์ถ่วงต่ำลง จะช่วยให้สมดุลดีขึ้นและล้มยากขึ้น
  • วางเท้าให้มั่นคง: ฝึกการวางเท้าให้เต็มฝ่าเท้าในจังหวะที่ต้องเปลี่ยนทิศทาง เพื่อลดโอกาสเสียหลัก
  • กางแขนช่วยสมดุล: ใช้แขนกางออกเล็กน้อยเพื่อช่วยบาลานซ์ตัว ไม่ควรแนบชิดลำตัวตลอดเวลา 
3. การฝึกฝนทักษะเฉพาะทาง
  • ฝึกวิ่งซิกแซก (Agility Training): การวิ่งอ้อมกรวยหรือวิ่งซิกแซกช่วยฝึกการเปลี่ยนทิศทางอย่างรวดเร็วโดยไม่เสียหลัก
  • ฝึก Ball Mastery: การฝึกควบคุมบอล (Ball Mastery) 5 นาที/วัน จะช่วยให้ร่างกายคุ้นเคยกับการขยับตัวพร้อมลูกบอล
  • วิ่งสลับความเร็ว: ฝึกวิ่งแบบสปีดเต็มที่ (Sprint) สลับกับวิ่งเหยาะๆ (Jogging) เพื่อให้ร่างกายชินกับการใช้ความเร็วที่ไม่สม่ำเสมอ 
4. ปัจจัยภายนอก
  • เลือกสตั๊ดให้เหมาะกับสนาม: เลือกปุ่มสตั๊ดให้เหมาะกับพื้นสนาม (เช่น FG สำหรับหญ้าจริง, AG สำหรับหญ้าเทียม) เพื่อการยึดเกาะที่มั่นคง
  • วอร์มร่างกาย: ยืดเหยียดและวอร์มร่างกายก่อนเล่นทุกครั้งเพื่อเพิ่มความคล่องตัวและลดความตึงของกล้ามเนื้อ 
การฝึกซ้อมสม่ำเสมอจะช่วยให้ร่างกายปรับตัวและมีความสมดุลที่ดีขึ้นครับ

cr. https://www.google.com/search?q=%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A3+%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%9F%E0%B8%B8%E0%B8%95%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B8%87%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2&sca_esv=fcc86b8bedf6676a&hl=th&sxsrf=ANbL-n68B4LLQUst2HN279em8yDL6AyqnQ%3A1778812982198&source=hp&ei=NogGat7bCdDc2roPh7jluAE&iflsig=AFdpzrgAAAAAagaWRvW1gmKaTKaThKcdPOU2f8y55kXX&ved=0ahUKEwjezrHforqUAxVQrlYBHQdcGRcQ4dUDCCM&uact=5&oq=%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A3+%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%9F%E0%B8%B8%E0%B8%95%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B8%87%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2&gs_lp=Egdnd3Mtd2l6Im3guJfguLPguK3guKLguYjguLLguIfguYTguKMg4Lin4Li04LmI4LiH4LmA4Lil4LmI4LiZ4Lif4Li44LiV4Lia4Lit4Lil4LmE4Lih4LmI4LmD4Lir4LmJ4Lil4LmJ4Lih4LiH4LmI4Liy4LiiMgUQABjvBTIFEAAY7wUyBRAAGO8FMgUQABjvBTIFEAAY7wVIuIsBUABY1YgBcAh4AJABAJgB-QWgAYxDqgEPMi4yNi4xMC4xLjIuMS4xuAEDyAEA-AEBmAIzoALFRKgCCsICBRAAGIAEwgIIEAAYgAQYsQPCAgsQABiABBixAxiDAcICCBAuGIAEGLEDwgIOEC4YgAQYsQMYxwEY0QPCAhEQLhiABBixAxiDARjHARjRA8ICBxAjGOoCGCfCAg0QLhjHARivARjqAhgnwgIKECMYgAQYigUYJ8ICDhAAGIAEGIoFGLEDGIMBwgIQEAAYgAQYigUYQxixAxiDAcICChAuGIAEGIoFGEPCAgoQABiABBiKBRhDwgIWEC4YgAQYigUYQxixAxiDARjHARjRA8ICBBAjGCfCAgUQLhiABMICBRAhGKABwgIGEAAYFhgewgIIEAAYgAQYogTCAgcQIRgKGKABwgIFECEYnwWYAwXxBUfnNWRxsP9VkgcMOS4yNy45LjIuMy4xoAeu7QGyBwwxLjI3LjkuMi4zLjG4B6tEwgcHMTUuMzAuNsgHU4AIAQ&sclient=gws-wiz




ตรวจฎีกาแบบ 3 มิติ เทคนิคการตรวจฎีกาเบิกจ่ายเงินโครงการจัดงานประเพณีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)

  ตรวจฎีกาแบบ 3 มิติ เทคนิคการตรวจฎีกาเบิกจ่ายเงินโครงการจัดงานประเพณีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ต้องยึดหลัก "ความโปร่งใส เอกสา...