แนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างในช่วงเวลาที่ได้รับผลการกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง
#สรุปแนวทางปฏิบัติตาม ว.242
แนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างในช่วงเวลาที่ได้รับผลการกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง
ข้อ 1 — กรณีได้ผู้ชนะแล้วแต่ยังไม่ลงนามในสัญญา
หน่วยงานของรัฐดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างจนได้ผู้ชนะหรือผู้ได้รับการคัดเลือกแล้ว และได้มีหนังสือแจ้งให้มาลงนามในสัญญาหรือข้อตกลงตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป แต่ผู้ชนะได้แจ้งเป็นหนังสือว่าไม่สามารถเข้าลงนามได้เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ฯ (รวมถึงผู้เสนอราคาต่ำรายถัดไปหรือผู้ที่ได้คะแนนรวมสูงรายถัดไปไม่เกิน 3 ราย) ให้ถือว่ามีเหตุผลอันสมควร ไม่เข้าลักษณะเป็นการทิ้งงาน ตามมาตรา 109 แห่ง พ.ร.บ.ฯ หน่วยงานของรัฐไม่ต้องดำเนินการพิจารณาให้เป็นผู้ทิ้งงานตามระเบียบฯ ข้อ 193 และให้คืนหลักประกันการเสนอราคาแก่ผู้ยื่นข้อเสนอทุกราย
ข้อ 2 — กรณีลงนามในสัญญาหรือข้อตกลงแล้ว
แบ่งเป็น 2 กรณีย่อย
ข้อ 2.1 — สัญญาลงนาม ก่อน วันที่ 28 ก.พ. 2569 แต่ยังไม่เริ่มดำเนินการ หรือลงนามก่อนหรือตั้งแต่ 28 ก.พ. 2569 และเริ่มดำเนินการแล้วแต่ไม่สามารถปฏิบัติงานให้แล้วเสร็จตามกำหนดได้เนื่องจากผลกระทบจากสถานการณ์ฯ
ให้ถือว่าเป็น เหตุสุดวิสัย ตามมาตรา 102 วรรคหนึ่ง (2) แห่ง พ.ร.บ.ฯ โดยให้เป็นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 8
📌 ยกเว้น การปฏิบัติตามระเบียบฯ ข้อ 182 (การแจ้งเหตุภายใน 15 วันนับถัดจากวันที่เหตุสิ้นสุด) เนื่องจากสถานการณ์ไม่อาจกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดได้แน่นอน
📌 แต่คู่สัญญายังต้องแจ้งความประสงค์ของด/ลดค่าปรับ หรือขยายเวลาทำการตามสัญญา
📌 หากคู่สัญญาเห็นว่าควรหยุดดำเนินงานจนกว่าสถานการณ์คลี่คลาย ให้อยู่ในดุลพินิจของคู่สัญญาที่จะเจรจาตกลงกันหยุดการดำเนินงานไว้ก่อนได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม
ข้อ 2.2 — สัญญาลงนามตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. 2569 เป็นต้นไป แต่ยังไม่เริ่มดำเนินการเนื่องจากคู่สัญญาได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ฯ
📌 ให้อยู่ในดุลพินิจของหน่วยงานของรัฐในการพิจารณา ตกลงเลิกสัญญา ตามมาตรา 103 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.ฯ
📌 เมื่อตกลงเลิกสัญญาแล้ว ให้ดำเนินการ คืนหลักประกันสัญญา ให้แก่คู่สัญญา
📌 หากมีการจ่ายเงินค่าพัสดุล่วงหน้า ให้มีหนังสือเรียกคืนเงินล่วงหน้าก่อน เมื่อได้รับคืนเต็มจำนวนแล้วจึงคืนหลักประกันการรับเงินค่าพัสดุล่วงหน้าต่อไป
ข้อ 3 — กรณีงานซื้อหรืองานจ้างที่มิใช่งานก่อสร้าง
เช่น งานจ้างจัดกิจกรรมเดินทางไปศึกษาดูงาน จ้างจัดฝึกอบรมหลักสูตร หรือจ้างจัดงานนิทรรศการ เป็นต้น หากมูลค่าวัสดุครุภัณฑ์หรือเนื้องานที่ต้องดำเนินการในโครงการมีราคาสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หรือมีความจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงแก้ไขขอบเขตของงานเนื่องจากผลกระทบจากสถานการณ์ฯ
📌 หากหน่วยงานของรัฐพิจารณาแล้วเห็นว่ามีความจำเป็นจะดำเนินการตามสัญญาต่อไป ย่อมอยู่ในดุลพินิจที่จะ แก้ไขสัญญาหรือข้อตกลง ตามมาตรา 97 วรรคหนึ่ง (3) แห่ง พ.ร.บ.ฯ ประกอบระเบียบฯ ข้อ 165
📌 หากมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น ให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องต่อไป
ข้อ 4 — หลักเกณฑ์การพิจารณาประกอบข้อ 1-3
การพิจารณาตามข้อ 1-3 ให้หน่วยงานของรัฐพิจารณาจาก หนังสือที่คู่สัญญาแจ้งเหตุ พร้อมทั้งรายละเอียดการชี้แจงข้อเท็จจริงและเอกสารที่เกี่ยวข้องที่แสดงให้เห็นได้ว่าต้นทุนของวัสดุครุภัณฑ์หรืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องมีราคาเพิ่มสูงขึ้นหรือขาดแคลนพัสดุ จนเป็นเหตุให้ไม่สามารถเข้าทำสัญญาหรือปฏิบัติงานตามสัญญาได้ ตัวอย่างหลักฐานประกอบ เช่น
📌 หลักฐานว่ามีการยกเลิกสายการผลิตของรายการพัสดุนั้น
📌 หลักฐานว่าราคาต้นทุนของวัสดุครุภัณฑ์หรืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องเพิ่มสูงขึ้น
📌 หลักฐานว่าคู่สัญญาไม่สามารถจัดหาวัตถุดิบเพื่อดำเนินการตามสัญญาหรือข้อตกลงได้
🎯 หนังสือฉบับนี้กำหนดแนวทางปฏิบัติ 3 กรณี (ข้อ 1-3) พร้อมหลักเกณฑ์การพิจารณา (ข้อ 4) เพื่อบรรเทาผลกระทบให้แก่คู่สัญญาภาครัฐ โดยมีหลักการสำคัญคือ ผ่อนปรนเรื่องการไม่ถือเป็นผู้ทิ้งงาน ถือเป็นเหตุสุดวิสัย ยกเว้นกำหนดเวลาแจ้งเหตุตามระเบียบฯ ข้อ 182 และเปิดช่องให้แก้ไขหรือเลิกสัญญาได้ตามความจำเป็น โดยใช้วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวันอ้างอิงหลักในการแบ่งแยกกรณี และคู่สัญญาต้องมีหลักฐานชี้แจงข้อเท็จจริงประกอบการพิจารณาทุกกรณี
cr. Suwat Ngern-on
โหลดตรงนี้



ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น