ขั้นตอนการดำเนินคดีเเพ่ง
(ป.วิ.พ.ภาค 1 มาตรา 1- 83 อัฎฐ) ...
2...คำให้การงานยื่นแย้ง
อีกแสดงแจงคำร้อง
มีสิทธิ์ชิดสมปอง
เมื่อถูกต้องฐานะต่าง
3...คำให้การพ้นกำหนด
เดินตามกฎลดเส้นทาง
เรื่องขาดนัดมามัดร่าง
หลักการวางท่านสร้างไว้
4...ขาดนัดชัดสำคัญ
ไม่ว่าชั้นขั้นตอนใด
จดวันให้มั่นไซร้
เลยพ้นไปไร้ผลดี
5...การชี้สองสถาน
สืบพยานตามวิถี
ฟังความโสตวจี
ชี้คดีพิสูจน์บท
6...ขอคุ้มครองชั่วคราว
อันสืบสาวยาวประโยชน์
ลักษณะรักษาโจทก์
ปริบทให้สองฝ่าย
7...หาได้หยุดแค่นี้
ขั้นตอนมีอีกหลากหลาย
ภาคหน้าค้าแจกจ่าย
สาธยายรายละเอียด
8...เมื่อศาลพิพากษา
สุดฎีกา สู้ยาวเหยียด
คำบังคับใช่บังเบียด
ไม่เคร่งเครียดต้องถี่ถ้วน
9...ร้องขัด เฉลี่ยทรัพย์
หรือเข้านับขอกันส่วน
เพิกถอนได้ในกระบวน
หากไม่ควรทอดตลาด
10...ขอรับชำระหนี้
เลือกวิธีที่ฉลาด
ปุริมสิทธิ์คำปราชญ์
อย่าประมาทค่าธรรมเนียม
11...เลิกใช้คำ "อนาถา"
มนุสสามาเท่าเทียม
ยกเว้นค่าธรรมเนียม
เพียงแต่เตรียมเรียมเรื่องจริง
12...มาศาลมือสะอาด
ย่อมสามารถในทุกสิ่ง
ยุติธรรมคำอ้างอิง
สถิตสิงบนหิ้งใจ
13...สู่บทวิเคราะห์ศัพท์
เขียนกำกับความหมายไว้
คำว่า"ศาล" คืออะไร
มีความหมายในสองทาง
14...หนึ่งคือ ที่ทำการ
เป็นสถานอาคารร่าง
มีชั้นต้นเป็นตัวอย่าง
สุดก้าวย่างตั้งฎีกา
15...ผู้พิพากษา ความหมายสอง
ต้องเกี่ยวข้องอำนาจหนา
นั่งบัลลังก์พิจารณา
พิพากษาอรรถคดี
16...เข้าเฝ้าถวายสัตย์
ปฏิบัติในหน้าที่
เกียรติยศและศักดิ์ศรี
จะต้องมีราชโองการ
17...กระบวนพิจารณา
นำฟ้องมาสู่ชั้นศาล
ขั้นบังคับอวตาร
ท่านเรียกขานว่า"คดี"
18...โจทก์เสนอข้อหา
แม้วาจาในท่าที
ฟ้องเมื่อเริ่มคดี
หรือแม้นมีแย้งเข้ามา
19...ร้องขอเพิ่มแก้ไข
เข้าสอดไซร้ในภาษา
มีเหตุเกร็ดมาตรา
หาใช่ว่าคู่ความเรียก
20...บุคคลนอกคดี
ใช้สิทธิมีสำเหนียก
มิรอให้พร่ำเพรียก
เข้าปอนเปียกเรียก"คำฟ้อง"
21...จะเสนอต่อชั้นใด
ทั้งแก้ไขก็ใสส่อง
เพ่งพิศสนิทคลอง
ตามครรลองปองนิยาม
22...ฟ้องเอยต้องแจ้งชัด
สารพัดชวนติดตาม
ไม่ฟุ่มเฟือยไม่บุ่มบ่าม
ไม่ประณามไม่เสียดสี
23...สภาพแห่งข้อหา
บรรยายมาในพาที
ไม่ประชด ไม่โจมตี
และต้องมีขอบังคับ
24...ข้ออ้าง ไม่ร้างหลัก
ผูกสลักที่ปักปรับ
เคลือบคลุมไหมในสำรับ
พร้อมสดับนับสาระ
25...คำแถลงของทนาย
อธิบายปสาธะ
อาจปรุงด้วยฉันทะ
ไม่นับว่าเป็นคำฟ้อง..(เทียบเคียง ฎ.843/2478)
26...ฎีกาเก่ามาเล่าใหม่
ศิวิไลซ์ในธรรมนอง
บางฎีกาคือวรรคทอง
อาจต้องท่องจนเข้าใจ
27...คำกล่าวแก้อุทธรณ์
ที่ยอกย้อนประเด็นไป
ถือเป็นคำฟ้องไซร้
ในความหมายคำให้การ...(เทียบเคียง ฎ.65/2489)
28...คำร้องขัดทรัพย์
ท่านก็นับเข้าสู่ฐาน
เป็นคำฟ้องต่อศาล
อันผู้ร้องชื่อว่าโจทก์...(เทียบเคียง ฎ.216/2501)
29...ขอพิจารณ์คดีใหม่
ล้วนรวมไว้อยู่ในโหมด
ชื่อคำฟ้องต้องตัวบท
อยู่ในโสดแห่งนิยาม...(เทียบเคียง ฎ.821/2511)
30...ขอตั้งผู้ตรวจบัญชี
เพื่อช่วยชี้หนี้ติดตาม
แสวงหามาไต่ถาม
ฎีกาห้ามไม่ฟ้องแย้ง
31...มิใช่เรื่องชักพา
นำข้อหามาเข้าแข่ง
จึงไม่เป็นฟ้องแย้ง
ท่านแสดงในฎีกา...(เทียบเคียง ฎ.6/2516)
32...ร้องสอดเป็นคู่ความ
ท่านก็รวมสวมวิญญา
ชื่อว่าคำฟ้องหนา
แต่ต้องมาเป็นฝ่ายสาม...(เทียบเคียง ฎ.3129/2524)
33...ส่วนร้องสอดที่ไม่ชอบ
คือนอกกรอบของนิยาม
ทำไปโดยวู่วาม
ไม่เดินตามคำฎีกา
34...ห้าสิบเจ็ดวงเล็บหนึ่ง
ต้องชัดถึงแห่งข้อหา
ขอบังคับอันใดมา
บทมาตราร้อยเจ็ดสอง...(เทียบเคียง ฎ.1447/2530)
35...มิได้มอบอำนาจ
ให้เด็ดขาดในเรื่องฟ้อง
เสียเเล้วยากถูกต้อง
แม้จะปองส่งมอบใหม่
36...ใช้ไม่ได้ตั้งแต่ต้น
จึงชอบกลผลบั้นปลาย
ใบมอบอำนาจไซร้
ต้องตรวจไต่ให้ครบแล...(เทียบเคียง ฎ.95/2530)
37...คำสั่งศาลชั้นต้น
ไม่อวยผลโดนดวงแด
ถูกห้ามมิให้แก้
โจทก์จำแลอุทธรณ์ไว
38...ไม่รับคำคู่ความ
จะสำรวมอยู่ไฉน
เริ่มหนึ่งเดือนให้เขียนไป
อุทธรณ์ได้นับแต่สั่ง
39...คำร้องสอดเป็นคำฟ้อง
ถึงจะข้องก็อย่าขัง
แต่สิ่งพึงระวัง
อาจพลาดพลั้งเป็นฟ้องซ้อน
40...แม้โจทก์อ้างประเด็น
ชี้ให้เห็นในอุทธรณ์
แถลงการณ์ตามขั้นตอน
ประเด็นร้อนป้อนเข้ามา
41...ศาลหาวินิจฉัย
ดังตั้งไว้ในฎีกา
คำคู่ความไม่ใช่หนา
ย่อมพลาดท่าเมื่อต่อกร
42...ข้อแตกต่างทางที่มี
ภาษีดีมิราญรอน
คำคู่ความร่วมสะท้อน
อุทาหรณ์ป้อนประเด็น
43...อันคำให้การนั้น
สารพันสำคัญเห็น
ยอมรับหรือหลบเร้น
ก่อเวรไหมให้แก้มา
44...ปฏิเสธในข้อใด
รับอย่างไรไม่ชักช้า
คนละแนวแก้วอาญา
เจตนาค้าความแพ่ง
45...ไม่ยื่นคำให้การ
หน้าที่งานโจทก์แสดง
สืบพยานให้แจ้ง
ต้องแสดงเห็นตามฟ้อง
46...เป็นคำให้การไหม
สัมพันธ์ไปในทั้งผอง
เกี่ยวก้อยสิทธิ์ถอนฟ้อง
ตามทำนองท้องคดี...........
แต่งโดย สะมะยัง
Cr. เพจธรรมะกับกฎหมาย

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น