วันศุกร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2568

“มอญ 7 เมือง” ด่านตะวันตกของสยาม ในสงครามไทย-พม่า

 


“มอญ 7 เมือง” ด่านตะวันตกของสยาม ในสงครามไทย-พม่า

กาญจนบุรี เป็นเมืองหน้าด่านทางตะวันตกของไทย มีเขตแดนติดต่อกับพม่าทางด่านพระเจดีย์สามองค์ ซึ่งในอดีตทั้งสองเป็น “คู่สงคราม” ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ โดยมักมี “ชาวมอญ” อพยพหนีภัยสงครามเข้ามาอาศัยในไทย ทางการไทยก็จัดให้ชาวมอญรวมกันอยู่เป็นกลุ่มๆ ตามพื้นที่รายทางที่พม่าจะยกทัพผ่าน เรียกว่า “รามัญ 7 เมือง” หรือ “มอญ 7 เมือง”
มอญ 7 เมือง ได้แก่ เมืองสิงห์, เมืองลุ่มสุ่ม, เมืองท่าตะกั่ว, เมืองไทยโยค, เมืองท่าขุน, เมืองทองผาภูมิ และเมืองท่ากระดาน เมื่อรัชกาลที่ 1 สถาปนาราชวงศ์จักรี ทรงตั้งหัวหน้ามอญแต่ละเมืองดังกล่าว เป็นนายด่านดูแลเมือง ในยามศึกสงครามนั้น หัวเมืองทั้ง 7 มีหน้าที่ช่วยรบ, นำทาง, เตรียมเสบียงอาหาร หากเป็นยามปกติก็มีหน้าที่ตรวจตราตระเวนด่าน สืบข่าวความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้าม ซึ่งมอญมีความชำนาญในการตระเวนด่านกว่าคนไทย ด้วยรู้จักเส้นทางเดินทัพและรู้ภาษาพม่า
ต่อในสมัยรัชกาลที่ 4 เพื่อให้เกียรติศัพท์ดังออกไปถึงเมืองพม่าว่าหัวเมืองแน่นหนาหลายชั้น จึงโปรดให้ตั้งเมือง มีกรมการเมืองอยู่รักษาทุกเมือง และพระราชทานชื่อผู้สำเร็จราชการเป็นภาษาสันสฤต ดังนี้
1. พระสมิงสิงหบุรี เป็น “พระสมิงวิงหบุนิรทน์” ผู้สำเร็จราชการเมืองสมิงสิงหบุรี
2. พระลุ่มสุ่ม เป็น “พระนินนะภูมิบดี” ผู้สำเร็จราชการเมืองลุ่มสุ่ม
3. พระท่าตะกั่ว เป็น “พระชินติฐบดี” ผู้สำเร็จราชการเมืองท่าตะกั่ว
4. พระไทรโยค เป็น “พระนิโครธาภิโยค” ผู้สำเร็จราชการเมืองไทยโยค
5. พระท่าขนุน เป็น “พระปนัสติฐบดี” ผู้สำเร็จราชการเมืองท่าขนุน
6. พระทองผาภูมิ เป็น “พระเสลภูมิบดี” ผู้สำเร็จราชการเมืองทองผาภูมิ
7. พระท่ากระดาน เป็น “พระผลกติฐบดี” ผู้สำเร็จราชการเมืองท่ากระดาน
เกี่ยวกับเมืองรามัญ 7 เมืองนี้ พลโทรวมศักดิ์ ไชยโกมินทร์ อดีตแม่ทัพภาค 3 ประธานชมรมประวัติศาสตร์เมืองกาญจนบุรี และ วรวุธ สุวรรณฤทธิ์ อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ วิทยาลัยครูกาญจนบุรี (ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี) เลขานุการชมรมฯ ศึกษาค้นคว้าสำรวจเบื้องต้นพอจะสรุปได้ว่า
เมืองสิงห์ หรือเมืองสมิงสิงหบุรี สถานที่ตั้งเมืองสิงห์ คือ บริเวณปราสาทเมืองสิงห์ ริมน้ำฝั่งตะวันออกของลำนำแควน้อย ตำบลสิงห์ อำเภอไทรโยค มีโบราณสถานในศาสนาพุทธมหายานอายุประมาณปลายพุทธศตวรรษที่ 18-ต้นพุทธศตวรรษที่ 19 มีกำแพงเมืงทำด้วยศิลาแลงขนาด 880 x 1,400 เมตร เมื่อหมดความสำคัญลงถูกทิ้งร้าง สมัยกรุงรัตนโกสินทร์แต่งตั้งเป็นหนึ่งในเมืองด่าน รวมเรียกว่า รามัญ 7 เมือง
พ.ศ. 2478 กรมศิลปากรขึ้นทะเบียนเมืองสิงห์ ตําบลแม่กระบาล อําเภอเมือง กาญจนบุรี เป็นโบราณสถานของชาติ ปัจจุบันเมืองสิงห์ขึ้นอยู่กับ ตําบลสิงห์ อําเภอไทรโยค
เมืองลุ่มสุ่ม ตั้งอยู่ริมลําน้ำแควน้อย ในเขตตําบลลุ่มสุ่ม อําเภอไทรโยค
ในสมุดราชบุรี พ.ศ. 2468 กล่าวถึงเมืองลุ่มสุ่มว่า “…ได้เดินทางเรือในลําน้ำแควน้อยจากปราสาทเมืองสิงห์ไปอีก 2 ชั่วโมงเศษ ถึงเมืองลุ่มสุ่มอยู่ฝั่งตะวันตกเป็นเมืองเก่ามาแต่โบราณอย่างเมืองไทรโยค และเมืองสิงห์ แต่ไม่มีวัตถุถาวรเช่นเมืองสิงห์ คงมีแต่คันคูสนามเพลาะเหลืออยู่ โดยเมืองเหล่านี้ที่ตั้งขึ้นสําหรับเป็นที่ค่ายตั้งกองทัพรบกับพม่าในครั้งโบราณ และเป็นเมืองด่านสําหรับคอยตรวจตรา…”
เมืองลุ่มสุ่มตั้งเป็นเมืองด่านบริเวณปากห้วยลุ่มสุ่มใหญ่ ซึ่งเป็นห้วยที่ไหลลงสู่ลําน้ำแควน้อย สามารถติดต่อกับด่านบ้องตี้ และเป็นเส้นทางที่อยู่ใกล้ชายแดนมากที่สุด จึงเป็นยุทธศาสตร์ที่สําคัญเมืองหนึ่ง เมื่อมีการจัดระเบียบการปกครองใหม่ พ.ศ. 2438 เมืองลุ่มสุ่มถูกยุบลงเป็นหมู่บ้าน อยู่ในเขตกิ่งอําเภอไทรโยค ก่อนเป็นตําบลลุ่มสุ่ม อําเภอไทรโยค ในปัจจุบัน
เมืองท่าตะกั่ว ที่ตั้งเมืองอยู่บริเวณ บ้านปากแซง ตําบลท่าเสา อําเภอไทรโยค
เมื่อ พ.ศ. 2330 รัชกาลที่ 1 และกรมพระราชวังบวรฯ เสด็จยกกองทัพไปตีเมืองทวาย กองทัพสยามซึ่งมีรัชกาลที่ 1 เป็นทัพหลวงเสด็จโดยทางเรือจากกรุงเทพฯ ไปตามทางลําน้ำแม่กลอง เข้าลําน้ำแควน้อย ไปขึ้นบกที่ “เมืองท่าตะกั่ว” แล้วจึงขึ้นบกไปตีเมืองทวาย
ส่วนการสํารวจทางโบราณคดีของคณะไทย-เดนมาร์ก เมื่อ พ.ศ. 2503 ได้ระบุว่า ท่าตะกั่ว คือบริเวณปากแซง ในปัจจุบันไม่พบหลักฐานอื่นใดๆ ใกล้กับบริเวณนี้ ทางฝั่งตะวันตกมีภูเขาชื่อเขาท่าตะกั่ว บริเวณปากแซงในสมัยโบราณเป็นท่าเรือที่ติดต่อค้าชายที่สําคัญของลําน้ำแควน้อย ส่วนทางบกสามารถติดต่อกับทางด่านบ้องตี้ได้สะดวกอีกด้วย มีพวกมอญ กะเหรี่ยง ค้าขายสินค้าป่าเป็นประจําทุกวันนี้
เมืองไทรโยค หรือบริเวณปากแม่น้ำน้อย หมู่ที่ 1 ตําบลไทรโยค อําเภอไทรโยค
เมื่อ พ.ศ. 2329 รัชกาลที่ 1 และกรมพระราชวังบวรฯ เสด็จยกทัพมาทําสงครามกับพม่า โดยฝ่ายพม่าตั้งทัพอยู่ที่ท่าดินแดงและสามสบเมืองกาญจนบุรี ทรงรับสั่งให้จัดทัพใหญ่ 2 ทัพ ออกจากกรุงเทพฯ ยกไปทางลําน้ำแควน้อยทั้ง 2 ทัพ เพื่อตีพม่าให้แตก ไม่ปล่อยให้ข้ามเขาเข้ามาถึงลาดหญ้าแขวงเมืองกาญจนบุรี กองทัพหลวงยกไปตามทางริมแม่น้ำจนถึง “เมืองไทรโยค” แล้วจึงยกกองทัพบกขึ้นไปตามทางริมแม่น้ำจนถึงเมืองท่าขนุน
จากการสํารวจบริเวณปากแม่น้ำน้อย พบเศษภาชนะดินเผา เศษโลหะจํานวนมาก เข้าใจว่าบริเวณนี้คงเป็นที่ตั้งค่ายหรือชุมชนโบราณในสมัยกรุงศรีอยุธยาถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น และเคยเป็นที่ทําการอําเภอไทรโยคในสมัยหนึ่ง
เมื่อจัดการปกครองใหม่ตั้งแต่ ร.ศ. 114 (พ.ศ. 2438) เมืองไทรโยค ยุบลงเป็นกิ่งอําเภอไทรโยค ขึ้นอําเภอวังกะ ต่อมาใน พ.ศ. 2444 แบ่งท้องที่ตั้งอําเภอขึ้นอีก 3 อําเภอ หนึ่งในนั้นคือ “อําเภอไทรโยค” พ.ศ. 2449 ยุบลงเป็นกิ่งอําเภอไทรโยคขึ้นอําเภอสังขละบุรี ต่อมาได้ย้ายที่ทําการอําเภอมาอยู่ที่บ้านลุ่มสุ่ม ตําบลลุ่มสุ่ม อําเภอไทรโยค และครั้งสุดท้ายได้ย้ายที่ทําการอําเภอไทรโยคไปอยู่ที่บ้านวังโพธิ์ ตําบลลุ่มสุ่มจนถึงปัจจุบันนี้
เมืองท่าขนุน ตั้งอยู่ฝั่งตะวันออกริมลําน้ำแควน้อยที่บ้านท่าขนุน ตําบลท่าขนุน อําเภอทองผาภูมิ เป็นเมืองด่านที่สําคัญเมืองหนึ่ง เพราะเส้นทางที่พม่าจะยกผ่านมาทั้งทางน้ำและทางบก
สมุดราชบุรี กล่าวถึงเมืองท่าขนุนว่า “ต่อจากไทรโยค ขึ้นไปเมืองท่าขนุน (สังขละบุรี) เมืองทองผาภูมิซึ่งเป็นเมืองเก่าเหมือนกัน แล้วถึงอําเภอวังกะซึ่งนับเป็นสถานที่ทําการของรัฐบาลตําบลที่สุดในเขตมณฑลราชบุรี ต่อจากอําเภอนี้ไประยะทางบกอีกประมาณ 1,000 เส้น ก็จะถึงพระเจดีย์สามองค์…”
พ.ศ. 2467 มหาอำมาตย์พระยายมราช ตรวจท้องที่อำเภอสังขละ เห็นควรเปลี่ยนแปลงที่ตั้งอำเภอและกิ่งอำเภอบางแห่ง เพื่อความสะดวกแก่ราชการ จึงเปลี่ยนอำเภอสังขละ (ท่าขนุน) เป็น “กิ่งอำเภอสังขละบุรี” และยกกิ่งอำเภอวังกะ (สังขละปัจจุบัน) ขึ้นเป็น “อำเภอวังกะ” พ.ศ. 2482 ยุบอำเภอวังกะ เป็นกิ่งอำเภอสังขละบุรี ขึ้นกับอำเภอทองผาภูมิ ถึง พ.ศ. 2508 จึงยกฐานะขึ้นเป็นอำเภอสังขละบุรี ส่วนเมืองท่าขนุนยุบลงเป็นตำบลท่าขนุน ขึ้นกับอำเภอทองผาภูมิ
เมืองทองผาภูมิ ที่ตั้งจากแผนที่ทหารชุด L 7017 ระวาง 4738 ที่พิกัดกริด 47 PMS 609298 ในสมัยโบราณเรียกกันว่า “ท้องผาภูมิ” เพราะภูมิประเทศ เป็นหุบเขาล้อมรอบ นอกจากนี้ในเขตทองผาภูมิมีทองคำ ซึ่งในสมัยโบราณมีการร่อนทองคำ เพื่อส่งส่วยทองคำ
หลักฐานเกี่ยวกับเมืองทองผาภูมิมีน้อยมาก ในนิราศท่าดินแดงก็กล่าวถึงแค่เมืองท่าขนุน อย่างไรก็ตามในการจัดการปกครองตามระเบียบใหม่ พ.ศ. 2438 กล่าวถึงเมืองทองผาภูมิว่า ถูกยุบลงเป็นหมู่บ้าน ตั้งที่ว่าการอยู่ที่ท่าขนุน ตำบลปรังกาสี ต่อมาถูกย้ายให้เป็นกิ่งอำเภอทองผาภูมิ ก่อนจะได้เป็นอำเภอทองผาภูมิภายหลัง
เมืองท่ากระดาน เมืองท่ากระดานเป็นเมืองด่านเมืองเดียว ที่ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกริมลำน้ำแควใหญ่ (แควศรีสวัสดิ์) ซึ่งนอกจากด่านท่ากระดาน ก็มีด่านต่าง ๆ เช่น ด่านแม่จันทร์, ด่านต้นโพธิ์, ด่านแม่แฉลบ, ด่านเขาชนไก่ ฯลฯ
ด่านท่ากระดานเป็นด่านสำคัญของลำน้ำแควใหญ่ เพราะตั้งอยู่ที่ปลายห้วยดินสอ ซึ่งเป็นทางเดินทัพทางบกของพม่า ที่ตัดจากลำน้ำแควน้อยบริเวณบ้านท่าทุ่งนา (เหนือเมืองไทรโยคขึ้นมา) เดินตัดข้ามช่องเขา “ห้วยกระบอก” ผ่านบ้านสะแดะมาลงลำน้ำแควใหญ่ที่เมืองท่ากระดาน จากนั้นเดินเลียบตามลำน้ำผ่านด่านกรามช้าง ท่าดาน ท่ามะนาว มาตี กาญจนบุรี ที่เขาชนไก่
แต่หลังสงครามเก้าทัพแล้วเส้นทางนี้ไม่นิยมใช้ เพราะเปลี่ยนไปใช้การล่องเรือมาตามลำน้ำแควน้อยมาออกปากแพรกเข้าแม่น้ำแม่กลองแทน ปัจจุบันเมืองท่ากระดานจมอยู่ในเขื่อนศรีนครินทร์ ก่อนที่น้ำท่วมมีการสำรวจพบวัดโบรณ 3 แห่ง คือวัดเหนือ, วัดกลาง และวัดใต้ มีผู้พบพระพุทธรูปทำด้วยตะกั่วชิน
ปัจจุบันแม้ทายาทเจ้าเมืองเหล่านี้จะกลมกลืนกับคนไทยเป็นอันมาก แต่หากจะสืบค้นโดยใช้นามสกุลต่างๆ ก็ได้ดังนี้
พระสมิงสิงหบุรินทร์ เจ้าเมืองสิงห์ เป็นต้นสกุล สิงคิบุรินทร์ ธํารงโชติ
พระนินนะภูมิบดี เจ้าเมืองลุ่มสุ่ม เป็นต้นสกุล นินบดี นิลบดี จ่าเมือง หลวงบรรเทา พระบรรเทา
พระชินติฐบดี เจ้าเมืองท่าตะกั่ว เป็นต้นสกุล ชินอักษร ชินบดี ชิงหงษา มัญญหงส์ ท่ากั่ว
พระนิโครธาภิโยค เจ้าเมืองไทรโยค เป็นต้นสกุล นิไชยโยค นิโครธา นิไทรโยค พระไทรโยค มะมม
พระปนัสติฐบดี เจ้าเมืองท่าขนุน เป็นต้นสกุล หลักคงคา
พระเสลภูมิบดี เจ้าเมืองทองผาภูมิ เป็นต้นสกุล เสลานนท์ เสลาคุณ
พระผลกติฐบดี เจ้าเมืองท่ากระดาน เป็นต้นสกุล พลบดี ตุลานนท์
อ้างอิง
วรวุธ สุวรรณฤทธิ์. “เมืองด่านตะวันตก: รามัญ 7 เมือง” ใน, ศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือนเมษายน 2533
เรียบเรียงโดย เพจเกร็ดประวัติศาสตร์ v2

ตัวอย่างประโยค “ไม่คุ้ม” (Not worth it)

 



✅ ตัวอย่างประโยค “ไม่คุ้ม” (Not worth it)
1. It’s not worth the money.
→ มันไม่คุ้มเงินที่จ่ายไป
2. That phone is way too expensive. It’s not worth it.
→ โทรศัพท์เครื่องนั้นแพงเกินไป มันไม่คุ้มเลย
3. I spent hours fixing it, but it’s still broken. Totally not worth it.
→ ฉันใช้เวลาหลายชั่วโมงซ่อม แต่ก็ยังพังอยู่ ไม่คุ้มจริงๆ
4. Don’t argue with him. It’s not worth your time.
→ อย่าไปเถียงกับเขาเลย มันไม่คุ้มเวลา
5. Waking up at 5 a.m. for that sale? Definitely not worth it.
→ ตื่นตีห้าเพื่อไปเซลล์นั่นเหรอ? ไม่คุ้มแน่นอน
6. The stress I got from that job wasn’t worth the salary.
→ ความเครียดที่ฉันได้จากงานนั้นไม่คุ้มกับเงินเดือนเลย
7. It’s not worth getting angry over something so small.
→ มันไม่คุ้มเลยที่จะโมโหกับเรื่องเล็กแค่นี้
8. All that effort for nothing—it just wasn’t worth it.
→ ทุ่มเทไปขนาดนั้นแต่ไม่ได้อะไรเลย ไม่คุ้มจริงๆ

วันพฤหัสบดีที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568

ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจและหน้าที่

 


#ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจและหน้าที่

มาตรา 57 ​ ของพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ซึ่งบัญญัติให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจและหน้าที่ดังนี้​

​ ​ ​ ​ (1) บริหารราชการตามกฎหมาย ระเบียบแบบแผนของทางราชการ และตามแผนพัฒนาจังหวัด
​
​ ​ ​ ​ (2) บริหารราชการตามที่คณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม มอบหมายหรือตามที่นายกรัฐมนตรีสั่งการในฐานะหัวหน้ารัฐบาล
​
​ ​ ​ ​ (3) บริหารราชการตามคำแนะนำและคำชี้แจงของผู้ตรวจราชการกระทรวงในเมื่อไม่ขัดต่อกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือคำสั่งของกระทรวง ทบวง กรม มติของคณะรัฐมนตรีหรือการสั่งการของนายกรัฐมนตรี
​
​ ​ ​ ​ (4) กำกับดูแลการปฏิบัติราชการอันมิใช่ราชการส่วนภูมิภาคของข้าราชการซึ่งประจำอยู่ในจังหวัดนั้น ยกเว้นข้าราชการทหาร ข้าราชการฝ่ายตุลาการ ข้าราชการฝ่ายอัยการ ข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย ข้าราชการในสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินและข้าราชการครู ให้ปฏิบัติราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือคำสั่งของกระทรวง ทบวง กรม หรือมติของคณะรัฐมนตรี หรือการสั่งการของนายกรัฐมนตรีหรือยับยั้งการกระทำใด ๆ ของข้าราชการในจังหวัดที่ขัดต่อกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือคำสั่งของกระทรวง ทบวง กรม มติของคณะรัฐมนตรี หรือการสั่งการของนายกรัฐมนตรีไว้ชั่วคราวแล้วรายงานกระทรวง ทบวง กรม ที่เกี่ยวข้อง
​
​ ​ ​ ​ (5) ประสานงานและร่วมมือกับข้าราชการทหาร ข้าราชการฝ่ายตุลาการ ข้าราชการฝ่ายอัยการ ข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย ข้าราชการในสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินและข้าราชการครู ผู้ตรวจราชการและหัวหน้าส่วนราชการในระดับเขตหรือภาค ในการพัฒนาจังหวัดหรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ
​
​ ​ ​ ​ (6) เสนองบประมาณต่อกระทรวงที่เกี่ยวข้อง หรือเสนอขอจัดตั้งงบประมาณต่อสำนักงบประมาณตามมาตรา ๕๒ วรรคสาม และรายงานให้กระทรวงมหาดไทยทราบ
​
​ ​ ​ ​ (7) กำกับดูแลการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นตามกฎหมาย
​
​ ​ ​ ​ (8) กำกับการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานองค์การของรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจ ในการนี้ให้มีอำนาจทำรายงานหรือแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานขององค์การของรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจต่อรัฐมนตรีเจ้าสังกัดองค์การของรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจ
​
​ ​ ​ ​ (9) บรรจุ แต่งตั้ง ให้บำเหน็จ และลงโทษข้าราชการส่วนภูมิภาคในจังหวัดตามกฎหมาย และตามที่ปลัดกระทรวง ปลัดทบวง หรืออธิบดีมอบหมาย
​
​ ​ ​ ​ ที่มา : พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534
#คลังสารสนเทศรัฐสภา

เปิด 13 ข้อตกลง GBC

 เปิด 13 ข้อตกลง GBC


เปิด 13 ข้อตกลงหยุดยิง ไทย กัมพูชา เห็นพ้อง รักษาสันติภาพ 
เสร็จสิ้นไปแล้ว สำหรับการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) ไทย - กัมพูชา สมัยวิสามัญ ที่ 2 ชาติ เห็นพร้องข้อตกลงหยุดยิง 13 ข้อระหว่างกัน 
โดยมี สาระสำคัญ ดังนี้ 
1. ยุติการใช้อาวุธทุกประเภท การโจมตีต่อพลเรือน เป้าหมายพลเรือน และเป้าหมายทางทหาร ในทุกพื้นที่และทุกกรณี
2. รักษาสถานะการวางกำลังในที่ตั้งปัจจุบัน สถานะตั้งแต่ 28 ก.ค.68 โดยไม่มีการเคลื่อนย้ายกำลัง และไม่มีการลาดตระเวนไปยังที่ตั้งของอีกฝ่าย 
3. ไม่เพิ่มเติมกำลังตลอดแนวชายแดนไทย - กัมพูชา  
4. ไม่กระทำการอันเป็นการยั่วยุที่ส่งผลให้เกิดความตึงเครียด การมีกิจกรรมทางทหารเข้าไปยังดินแดน
เขตน่านฟ้า หรือที่ตั้งของอีกฝ่าย ตามสถานะการหยุดยิง ตั้งแต่ 28 ก.ค.68 และไม่สร้างโครงสร้างพื้นฐานทางทหารล้ำออกไปนอกขอบเขตของฝ่ายตน
5. ไม่ใช้กำลังต่อพลเรือน หรือเป้าหมายทางพลเรือนในทุกกรณี
6. การปฏิบัติตามอนุสัญญาเจนีวา: การปฏิบัติต่อผู้ที่ถูกจับกุมตัว การขอส่งตัวผู้บาดเจ็บมารักษาในสถานพยาบาลของอีกฝ่าย โดยจะขึ้นอยู่กับศักยภาพในการรองรับของสถานพยาบาลแล้วแต่กรณี สำหรับทหารที่อยู่ในความควบคุมของอีกฝ่ายหนึ่งจะได้รับการปล่อยตัวและส่งกลับประเทศ หลังจากยุติการใช้กำลังโดยสมบูรณ์ รวมทั้งอำนวยความสะดวกในการส่งคืนร่างผู้เสียชีวิตอย่างสมเกียรติโดยเร็ว และจัดการศพภายใต้สภาพที่ถูกสุขลักษณะและด้วยความเคารพ
7. กรณีมีความขัดแย้งกันด้วยอาวุธทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจ ทั้งสองฝ่ายจะหารือกันในระดับปฏิบัติผ่านกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ เพื่อป้องกันการขยายตัวของสถานการณ์
8. เห็นชอบให้เพิ่มในเรื่องของการปฏิบัติดังนี้
   8.1 ดำรงการติดต่อสื่อสารอย่างต่อเนื่องระหว่างหน่วยทหารในพื้นที่ 
   8.2 จัดการประชุม RBC ภายใน 2 สัปดาห์นับจากการประชุม GBC ใน 7 ส.ค. 68
   8.3 ดำรงช่องทางการติดต่อสื่อสารโดยตรงระดับรัฐมนตรีและผู้บัญชาการทหารสูงสุดของทั้งสองประเทศ
9. งดเว้นการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จหรือข่าวปลอม
ส่วนที่ 2 กลไกตรวจสอบการหยุดยิง
10. ทั้งสองฝ่ายต้องดำเนินการตามผลหารือเมื่อ 28 ก.ค. 68 ซึ่งรวมถึงการหยุดยิงและการมีคณะผู้สังเกตการณ์จากประเทศสมาชิกอาเซียน นำโดยมาเลเซีย
11. เห็นชอบให้ RBC ในแต่ละพื้นที่ ดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิง โดยมีโดยมีคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน ซึ่งนำโดยมาเลเซียเป็นผู้ร่วมสังเกตการณ์ โดย RBC จะพบกันเป็นประจำ และส่งรายงานให้ GBC ตามสายการบังคับบัญชาของแต่ละฝ่าย
12. ในระหว่างการจัดตั้งคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนที่มีมาเลเซีย เป็นผู้นำ จะใช้กลไกคณะผู้สังเกตการณชั่วคราว ซึ่งประกอบด้วยผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารประเทศสมาชิกอาเซียน ประจำประเทศไทย และกัมพูชา ทำหน้าที่แทนเป็นการชั่วคราว 
ส่วนที่ 3 การประชุม GBC  
13. ให้จัดการประชุม GBC ในหนึ่งเดือนหลัง 7 ส.ค.68 (สถานที่จะตกลงกันภายหลัง) หรือมิเช่นนั้นการประชุม GBC วิสามัญ จะถูกจัดขึ้นเพื่อเจรจาการหยุดยิง

วันพุธที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2568

ขั้นตอนการดำเนินคดีเเพ่ง (ป.วิ.พ.ภาค 1 มาตรา 1- 83 อัฎฐ

 


ขั้นตอนการดำเนินคดีเเพ่ง

(ป.วิ.พ.ภาค 1 มาตรา 1- 83 อัฎฐ) ...
1...เริ่มต้นที่คำฟ้อง
หรือคำร้องข้องเขตศาล
นัยยะนามเรียกขาน
ท่านเป็นโจทก์หรือผู้ร้อง
2...คำให้การงานยื่นแย้ง
อีกแสดงแจงคำร้อง
มีสิทธิ์ชิดสมปอง
เมื่อถูกต้องฐานะต่าง
3...คำให้การพ้นกำหนด
เดินตามกฎลดเส้นทาง
เรื่องขาดนัดมามัดร่าง
หลักการวางท่านสร้างไว้
4...ขาดนัดชัดสำคัญ
ไม่ว่าชั้นขั้นตอนใด
จดวันให้มั่นไซร้
เลยพ้นไปไร้ผลดี
5...การชี้สองสถาน
สืบพยานตามวิถี
ฟังความโสตวจี
ชี้คดีพิสูจน์บท
6...ขอคุ้มครองชั่วคราว
อันสืบสาวยาวประโยชน์
ลักษณะรักษาโจทก์
ปริบทให้สองฝ่าย
7...หาได้หยุดแค่นี้
ขั้นตอนมีอีกหลากหลาย
ภาคหน้าค้าแจกจ่าย
สาธยายรายละเอียด
8...เมื่อศาลพิพากษา
สุดฎีกา สู้ยาวเหยียด
คำบังคับใช่บังเบียด
ไม่เคร่งเครียดต้องถี่ถ้วน
9...ร้องขัด เฉลี่ยทรัพย์
หรือเข้านับขอกันส่วน
เพิกถอนได้ในกระบวน
หากไม่ควรทอดตลาด
10...ขอรับชำระหนี้
เลือกวิธีที่ฉลาด
ปุริมสิทธิ์คำปราชญ์
อย่าประมาทค่าธรรมเนียม
11...เลิกใช้คำ "อนาถา"
มนุสสามาเท่าเทียม
ยกเว้นค่าธรรมเนียม
เพียงแต่เตรียมเรียมเรื่องจริง
12...มาศาลมือสะอาด
ย่อมสามารถในทุกสิ่ง
ยุติธรรมคำอ้างอิง
สถิตสิงบนหิ้งใจ
13...สู่บทวิเคราะห์ศัพท์
เขียนกำกับความหมายไว้
คำว่า"ศาล" คืออะไร
มีความหมายในสองทาง
14...หนึ่งคือ ที่ทำการ
เป็นสถานอาคารร่าง
มีชั้นต้นเป็นตัวอย่าง
สุดก้าวย่างตั้งฎีกา
15...ผู้พิพากษา ความหมายสอง
ต้องเกี่ยวข้องอำนาจหนา
นั่งบัลลังก์พิจารณา
พิพากษาอรรถคดี
16...เข้าเฝ้าถวายสัตย์
ปฏิบัติในหน้าที่
เกียรติยศและศักดิ์ศรี
จะต้องมีราชโองการ
17...กระบวนพิจารณา
นำฟ้องมาสู่ชั้นศาล
ขั้นบังคับอวตาร
ท่านเรียกขานว่า"คดี"
18...โจทก์เสนอข้อหา
แม้วาจาในท่าที
ฟ้องเมื่อเริ่มคดี
หรือแม้นมีแย้งเข้ามา
19...ร้องขอเพิ่มแก้ไข
เข้าสอดไซร้ในภาษา
มีเหตุเกร็ดมาตรา
หาใช่ว่าคู่ความเรียก
20...บุคคลนอกคดี
ใช้สิทธิมีสำเหนียก
มิรอให้พร่ำเพรียก
เข้าปอนเปียกเรียก"คำฟ้อง"
21...จะเสนอต่อชั้นใด
ทั้งแก้ไขก็ใสส่อง
เพ่งพิศสนิทคลอง
ตามครรลองปองนิยาม
22...ฟ้องเอยต้องแจ้งชัด
สารพัดชวนติดตาม
ไม่ฟุ่มเฟือยไม่บุ่มบ่าม
ไม่ประณามไม่เสียดสี
23...สภาพแห่งข้อหา
บรรยายมาในพาที
ไม่ประชด ไม่โจมตี
และต้องมีขอบังคับ
24...ข้ออ้าง ไม่ร้างหลัก
ผูกสลักที่ปักปรับ
เคลือบคลุมไหมในสำรับ
พร้อมสดับนับสาระ
25...คำแถลงของทนาย
อธิบายปสาธะ
อาจปรุงด้วยฉันทะ
ไม่นับว่าเป็นคำฟ้อง..(เทียบเคียง ฎ.843/2478)
26...ฎีกาเก่ามาเล่าใหม่
ศิวิไลซ์ในธรรมนอง
บางฎีกาคือวรรคทอง
อาจต้องท่องจนเข้าใจ
27...คำกล่าวแก้อุทธรณ์
ที่ยอกย้อนประเด็นไป
ถือเป็นคำฟ้องไซร้
ในความหมายคำให้การ...(เทียบเคียง ฎ.65/2489)
28...คำร้องขัดทรัพย์
ท่านก็นับเข้าสู่ฐาน
เป็นคำฟ้องต่อศาล
อันผู้ร้องชื่อว่าโจทก์...(เทียบเคียง ฎ.216/2501)
29...ขอพิจารณ์คดีใหม่
ล้วนรวมไว้อยู่ในโหมด
ชื่อคำฟ้องต้องตัวบท
อยู่ในโสดแห่งนิยาม...(เทียบเคียง ฎ.821/2511)
30...ขอตั้งผู้ตรวจบัญชี
เพื่อช่วยชี้หนี้ติดตาม
แสวงหามาไต่ถาม
ฎีกาห้ามไม่ฟ้องแย้ง
31...มิใช่เรื่องชักพา
นำข้อหามาเข้าแข่ง
จึงไม่เป็นฟ้องแย้ง
ท่านแสดงในฎีกา...(เทียบเคียง ฎ.6/2516)
32...ร้องสอดเป็นคู่ความ
ท่านก็รวมสวมวิญญา
ชื่อว่าคำฟ้องหนา
แต่ต้องมาเป็นฝ่ายสาม...(เทียบเคียง ฎ.3129/2524)
33...ส่วนร้องสอดที่ไม่ชอบ
คือนอกกรอบของนิยาม
ทำไปโดยวู่วาม
ไม่เดินตามคำฎีกา
34...ห้าสิบเจ็ดวงเล็บหนึ่ง
ต้องชัดถึงแห่งข้อหา
ขอบังคับอันใดมา
บทมาตราร้อยเจ็ดสอง...(เทียบเคียง ฎ.1447/2530)
35...มิได้มอบอำนาจ
ให้เด็ดขาดในเรื่องฟ้อง
เสียเเล้วยากถูกต้อง
แม้จะปองส่งมอบใหม่
36...ใช้ไม่ได้ตั้งแต่ต้น
จึงชอบกลผลบั้นปลาย
ใบมอบอำนาจไซร้
ต้องตรวจไต่ให้ครบแล...(เทียบเคียง ฎ.95/2530)
37...คำสั่งศาลชั้นต้น
ไม่อวยผลโดนดวงแด
ถูกห้ามมิให้แก้
โจทก์จำแลอุทธรณ์ไว
38...ไม่รับคำคู่ความ
จะสำรวมอยู่ไฉน
เริ่มหนึ่งเดือนให้เขียนไป
อุทธรณ์ได้นับแต่สั่ง
39...คำร้องสอดเป็นคำฟ้อง
ถึงจะข้องก็อย่าขัง
แต่สิ่งพึงระวัง
อาจพลาดพลั้งเป็นฟ้องซ้อน
40...แม้โจทก์อ้างประเด็น
ชี้ให้เห็นในอุทธรณ์
แถลงการณ์ตามขั้นตอน
ประเด็นร้อนป้อนเข้ามา
41...ศาลหาวินิจฉัย
ดังตั้งไว้ในฎีกา
คำคู่ความไม่ใช่หนา
ย่อมพลาดท่าเมื่อต่อกร
42...ข้อแตกต่างทางที่มี
ภาษีดีมิราญรอน
คำคู่ความร่วมสะท้อน
อุทาหรณ์ป้อนประเด็น
43...อันคำให้การนั้น
สารพันสำคัญเห็น
ยอมรับหรือหลบเร้น
ก่อเวรไหมให้แก้มา
44...ปฏิเสธในข้อใด
รับอย่างไรไม่ชักช้า
คนละแนวแก้วอาญา
เจตนาค้าความแพ่ง
45...ไม่ยื่นคำให้การ
หน้าที่งานโจทก์แสดง
สืบพยานให้แจ้ง
ต้องแสดงเห็นตามฟ้อง
46...เป็นคำให้การไหม
สัมพันธ์ไปในทั้งผอง
เกี่ยวก้อยสิทธิ์ถอนฟ้อง
ตามทำนองท้องคดี...........
แต่งโดย สะมะยัง
Cr. เพจธรรมะกับกฎหมาย

พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550

https://drive.google.com/file/d/18QjQbcwC9K06OT_vxhDLw0qlNH3jY-N3/view

พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560

https://drive.google.com/file/d/1obYV9IrVm3eC4HjE2N3ZyKpEh6x5h2bh/view


ประเด็นความผิดตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์

 โทษจำคุก

 โทษปรับ

มาตรา 5

ผู้ใดเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งระบบคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะและมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน ไม่เกิน 6 เดือน

 ไม่เกิน 10,000 บาท

มาตรา 6


ผู้ใดล่วงรู้มาตรการป้องกันการเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ที่ผู้อื่นจัดทำขึ้นเป็นการเฉพาะ ถ้านำมาตรการดังกล่าวไปเปิดเผยโดยมิชอบในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น ไม่เกิน 1 ปี

 
 ไม่เกิน 20,000 บาท


มาตรา 7
 
ผู้ใดเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะ และมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน ไม่เกิน 2 ปี

 ม่เกิน 40,000 บาท

 ผู้ใดกระทำด้วยประการใดโดยมิชอบด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อดักรับไว้ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นที่อยู่ระหว่างการส่งในระบบคอมพิวเตอร์ และข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้น มิได้มีไว้เพื่อประโยชน์สาธารณะหรือเพื่อให้บุคคลทั่วไปใช้ประโยชน์ได้ ไม่เกิน 3 ปี



 ไม่เกิน 60,000 บาท



 ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติมไม่ว่าทั้งหมดหรือ บางส่วน ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ไม่เกิน 5 ปี

 ไม่เกิน 5 ปี

 ผู้ใดกระทำด้วยประการใดโดยมิชอบ เพื่อให้การทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ ของผู้อื่นถูกระงับ ชะลอ ขัดขวาง หรือรบกวนจนไม่สามารถทำงานตามปกติได้ ไม่เกิน 5 ปี

 ไม่เกิน 5 ปี

 ผู้ใดส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แก่บุคคลอื่นโดยปกปิด หรือปลอมแปลงแหล่งที่มาของการส่งข้อมูลดังกล่าว อันเป็นการรบกวนการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ของ บุคคลอื่นโดยปกติสุข -


 ไม่เกิน 100,000 บาท


 ผู้ใดส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แก่บุคคลอื่นอันมีลักษณะเป็นการก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้รับข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ โดยไม่เปิดโอกาสให้ผู้รับสามารถบอกเลิกหรือแจ้งความประสงค์เพื่อปฏิเสธการตอบรับได้โดยง่าย -



 ไม่เกิน 200,000 บาท



มาตรา 12



ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา 5 มาตรา 6 มาตรา 7 มาตรา 8 หรือมาตรา 11 เป็นการกระทำต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศหรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะ ตั้งแต่ 1 ปี- 7 ปี



 20,000 บาท - 140,000 บาท


 ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรือระบบคอมพิวเตอร์ดังกล่าว ตั้งแต่ 1 ปี- 10 ปี

 ตั้งแต่ 1 ปี- 10 ปี

 ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา 9 หรือมาตรา 10 เป็นการกระทำต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์ตามวรรคหนึ่ง ตั้งแต่ 3 ปี- 15 ปี

 60,000 บาท - 300,000 บาท
 ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสามโดยมิได้มีเจตนาฆ่า แต่เป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตาย ตั้งแต่ 5 ปี- 20 ปี

 100,000 บาท - 400,000 บาท

มาตรา 12/1ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา 9 หรือมาตรา 10 เป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่บุคคลอื่นหรือทรัพย์สินของผู้อื่น ไม่เกิน 10 ปี

 ไม่เกิน 200,000 บาท

 ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา 9 หรือมาตรา 10 โดยมิได้มีเจตนาฆ่า แต่เป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตาย ตั้งแต่ 5 ปี- 20 ปี

 100,000 บาท - 400,000 บาท

มาตรา 13


ผู้ใดจำหน่ายหรือเผยแพร่ชุดคำสั่งที่จัดทำขึ้นโดยเฉพาะเพื่อนำไปใช้เป็นเครื่องมือ ในการกระทำความผิดตามมาตรา 5 มาตรา 6 มาตรา 7 มาตรา 8 มาตรา 9 มาตรา 10 หรือ มาตรา 11 ไม่เกิน 5 ปี


 20,000 บาท


 ผู้ใดจำหน่ายหรือเผยแพร่ชุดคำสั่งที่จัดทำขึ้นโดยเฉพาะเพื่อนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดตามมาตรา 12 วรรคหนึ่งหรือวรรคสาม ไม่เกิน 2 ปี

 ไม่เกิน 40,000 บาท

มาตรา 14 (1)


นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน หรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหาย แก่ประชาชน อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา ไม่เกิน 5 ปี


 ไม่เกิน 100,000 บาท


มาตรา 14 (2)



นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิด ความเสียหายต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคง ในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะของประเทศ หรือก่อให้เกิด ความตื่นตระหนกแก่ประชาชน ไม่เกิน 5 ปี




 ไม่เกิน 100,000 บาท




มาตรา 14 (3)

นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง แห่งราชอาณาจักรหรือความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา ไม่เกิน 5 ปี


 ไม่เกิน 100,000 บาท


มาตรา 14 (4)นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูล คอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ ไม่เกิน 5 ปี

 ไม่เกิน 100,000 บาท

มาตรา 14 (5)ผู้ใดเผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ ตาม (1) (2) (3) หรือ (4) ไม่เกิน 5 ปี

 ไม่เกิน 100,000 บาท

มาตรา 15

ผู้ให้บริการผู้ใดให้ความร่วมมือ ยินยอม หรือรู้เห็นเป็นใจให้มีการกระทำความผิด ตามมาตรา 14 ในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของตน เช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดตาม มาตรา 14 

มาตรา 16




ผู้ใดนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ ที่ปรากฏเป็นภาพของผู้อื่น และภาพนั้นเป็นภาพที่เกิดจากการสร้างขึ้น ตัดต่อ เติม หรือดัดแปลง ด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์หรือวิธีการอื่นใด โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย ไม่เกิน 3 ปี




 ไม่เกิน 200,000 บาท




 ถ้าการกระทำตามวรรคหนึ่งเป็นการกระทำต่อภาพของผู้ตาย และการกระทำนั้นน่าจะทำให้บิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตรของผู้ตายเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย ไม่เกิน 3 ปี


 ไม่เกิน 200,000 บาท

วันอังคารที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2568

รายนามผู้บริหารระดับสูง กระทรวงมหาดไทย



 รายนามผู้บริหารระดับสูง กระทรวงมหาดไทย
 
  ผู้บริหารระดับกระทรวง

 ผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย (ส่วนกลาง)   

 
  ผู้บริหารระดับกรม

 อธิบดี    ||||     รองอธิบดี   

 
  หัวหน้าหน่วยงานในสังกัด สป. (ส่วนกลาง)
 รายชื่อผู้อำนวยการสำนัก / กอง / ศูนย์ / หัวหน้าสำนักงาน / ผู้เชี่ยวชาญ (ส่วนกลาง)   
 
  ผู้บริหารระดับจังหวัด สังกัด สป.
 รายชื่อผู้ว่าราชการจังหวัด (รายนาม) / (ภาพถ่าย)   
 รายชื่อรองผู้ว่าราชการจังหวัด   
 รายชื่อหัวหน้าสำนักงานจังหวัด   
 

 (ข้อมูล ณ วันที่ 23 มิถุนายน 2568)




ที่มา https://personnel.moi.go.th/name_mahadthai/menu_name.htm?fbclid=IwY2xjawL_tqxleHRuA2FlbQIxMABicmlkETFTQkJXRGR1Y3VIb1UwU2k3AR7x4JA_bD-fHMwJEKnrMlPw6e5DHczlhC2rMLsk3OHtjDG2_etQi0C1lfXZNA_aem_X3mLwucZfNAcx2sMA7hk3Q

 

ข้อมูลจำนวนตำแหน่งสายบริหารและอำนวยการอบต.ตำแหน่งที่ว่างรอบต่อไป เปรียบเทียบตำแหน่งที่บรรจุแล้ว

ข้อมูลจำนวนตำแหน่งสายบริหารและอำนวยการอบต.ตำแหน่งที่ว่างรอบต่อไป เปรียบเทียบตำแหน่งที่บรรจุแล้ว