#มติต้องเป็นเอกฉันท์
#การตรวจรับพัสดุไม่ว่าจะเป็นงานซื้องานจ้างทั่วไปหรืองานก่อสร้างก็ต้องมีมติเป็นเอกฉันท์ใช่หรือไม่
.....ไม่ถูกต้องทั้งหมด ความเข้าใจนี้มีความคลาดเคลื่อนในหลักการทำงานและกฎหมายของการตรวจรับพัสดุอยู่ 2 ประเด็นหลัก คือ เรื่องการฟังความคิดเห็น และเรื่องมติเอกฉันท์
ตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 และระเบียบกระทรวงการคลังฯ หลักการที่ถูกต้องมีดังนี้....
1. มติคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ "ไม่จำเป็นต้องเป็นเอกฉันท์"
กฎหมายกำหนดให้ใช้ "มติเสียงข้างมาก" ไม่จำเป็นต้องเป็นเอกฉันท์เสมอไป
หากมีกรรมการท่านใดเห็นต่าง (เสียงข้างน้อย) มีสิทธิ์ที่จะทำความเห็นแย้งเป็นลายลักษณ์อักษรแนบไปกับใบตรวจรับได้ เพื่อคุ้มครองตนเองหากเกิดปัญหาในอนาคต ดังนั้นคำกล่าวที่ว่า "มติมันจะเป็นเอกฉันท์ไม่เหมือนคณะกรรมการชุดอื่น" จึงไม่เป็นความจริง
2. คณะกรรมการ "ต้องรับฟัง" ข้อมูลรอบด้าน ไม่ใช่ฟังแค่พวกเดียวกัน
แม้ว่าคณะกรรมการตรวจรับพัสดุจะมีอิสระในการตัดสินใจตามหน้าที่และต้องรับผิดชอบร่วมกัน แต่ประโยคที่ว่า "คุณไม่ต้องฟังใครคุณต้องฟังคณะกรรมการด้วยกัน" นั้นอันตรายมาก เพราะในการตรวจรับที่ถูกต้อง กรรมการจำเป็นต้องฟังและพิจารณาข้อมูลจากบุคคลอื่นด้วย เช่น.....
ผู้ควบคุมงาน (ถ้ามี): ต้องฟังรายงานผลการปฏิบัติงานจากผู้ควบคุมงานอย่างใกล้ชิด
ข้อกำหนดในสัญญา (TOR): ต้องยึดถือเอกสารสัญญาเป็นหลักสำคัญที่สุด ไม่สามารถคิดเอาเองในหมู่คณะกรรมการได้
ผู้เชี่ยวชาญหรือผลแล็บ: ในกรณีที่พัสดุมีความซับซ้อน คณะกรรมการต้องฟังผลการทดสอบทางเทคนิคหรือความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญภายนอก
สรุปคือ คณะกรรมการตรวจรับพัสดุมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการตัดสินใจด้วยตนเองจริง โดยไม่ต้องทำตามคำสั่งที่ไม่ถูกต้องของบุคคลอื่น (เช่น ผู้บริหารสั่งให้รับของที่ผิดสเปก) แต่การตัดสินใจนั้นต้องยึดหลักเสียงข้างมาก (ไม่ใช่เอกฉันท์) และต้องรับฟังเอกสาร หลักฐาน และรายงานจากผู้เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ ไม่ใช่ตัดสินใจกันเองเฉพาะในกลุ่มกรรมการโดยไม่สนใจข้อเท็จจริง
เมื่อเปิดดู ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ข้อ 27 วรรคสอง ตัวบทกฎหมายเขียนเอาไว้ชัดเจนจริงตามที่แจ้ง ดังนี้ค่ะ.....
"มติของคณะกรรมการให้ถือเสียงข้างมาก ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานกรรมการออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
เว้นแต่คณะกรรมการตรวจรับพัสดุให้ถือมติเอกฉันท์ กรรมการของคณะใดไม่เห็นด้วยกับมติของคณะกรรมการ ให้ทำบันทึกความเห็นแย้งไว้ด้วย..."
สรุปสาระสำคัญตามข้อ 26 และข้อ 27 ที่ถูกต้อง.....
ข้อ 26 (องค์ประกอบ): คณะกรรมการซื้อหรือจ้าง (ซึ่งรวมถึงคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ) จะประกอบด้วย ประธาน 1 คน และกรรมการอย่างน้อย 2 คน
ข้อ 27 (มติการประชุม): คณะกรรมการชุดอื่นๆ เช่น คณะกรรมการพิจารณาผลฯ จะใช้มติ "เสียงข้างมาก" แต่กฎหมายเขียนข้อยกเว้นไว้ตัวโตๆ ว่า
"เว้นแต่คณะกรรมการตรวจรับพัสดุให้ถือมติเอกฉันท์"
ดังนั้น สิ่งที่กล่าวมาตั้งแต่แรกว่า "คณะกรรมการตรวจรับพัสดุมติต้องเป็นเอกฉันท์ ไม่เหมือนคณะกรรมการชุดอื่น" นั้นถูกต้องและแม่นยำตามระเบียบพัสดุร้อยเปอร์เซ็นต์และหากมีกรรมการท่านใดท่านหนึ่งไม่เห็นด้วย (ไม่เป็นเอกฉันท์) ก็จะต้องทำบันทึกความเห็นแย้งเอาไว้!
ในเมื่อระเบียบกำหนดให้ต้องเป็น "มติเอกฉันท์"
คำว่า "มติเป็นเอกฉันท์" หมายถึง การที่สมาชิกทุกคนในที่ประชุมเห็นพ้องต้องกันเป็นเสียงเดียว โดยไม่มีใครคัดค้านเลยแม้แต่คนเดียว
หากเปรียบเทียบกับคำว่า "มติเสียงข้างมาก" เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน จะเป็นดังนี้.....
มติเสียงข้างมาก (Majority Vote): สมมติมีกรรมการ 3 คน ขอแค่ 2 คนเห็นชอบ ก็สามารถผ่านมตินั้นได้ (เช่น คณะกรรมการพิจารณาผลการประกวดราคา)
#มติเป็นเอกฉันท์!! (Unanimous Vote): สมมติมีกรรมการ 3 คน ทั้ง 3 คนต้องเห็นชอบเหมือนกันทั้งหมด 100% (3 ต่อ 0 เสียง) หากมีกรรมการปฏิเสธหรือเห็นต่างเพียงแค่ 1 คน (กลายเป็น 2 ต่อ 1 เสียง) จะไม่ถือว่าเป็นมติเอกฉันท์ และมตินั้นจะยังไม่ผ่านหรือยังไม่มีผลสมบูรณ์ในทันที
ในการตรวจรับพัสดุตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ ข้อ 27 ที่กำหนดให้ต้องเป็น "มติเอกฉันท์" นั้น มีแนวทางปฏิบัติสำคัญที่ต้องรู้ดังนี้.....
ทุกคนต้องเซ็นเห็นชอบร่วมกัน: กรรมการทุกคนที่มาประชุมตรวจรับในวันนั้น จะต้องลงความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า "รับ" หรือ "ไม่รับ" พัสดุชิ้นนั้น
หากมีคนเห็นต่างเพียงคนเดียว (ไม่เอกฉันท์): ระเบียบกำหนดให้กรรมการคนที่ไม่เห็นด้วยนั้น ทำบันทึกความเห็นแย้ง พร้อมเหตุผลแนบไว้ เพื่อเสนอเรื่องขึ้นไปให้ "หัวหน้าหน่วยงานของรัฐ" เป็นผู้พิจารณาและสั่งการต่อไป คณะกรรมการไม่สามารถสรุปผลเองได้หากเสียงไม่แตกเป็นเอกฉันท์
หากคณะกรรมการตรวจรับพัสดุมี 5 คน แล้วมี 1 คนไม่เห็นด้วย (มติกลายเป็น 4 ต่อ 1 ซึ่งไม่เป็นเอกฉันท์) ตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ ข้อ 27 และขั้นตอนปฏิบัติทางราชการ จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้......
1. กรรมการคนที่ไม่เห็นด้วย "ต้องทำบันทึกความเห็นแย้ง"
กรรมการ 1 คนที่ไม่เห็นชอบ ห้ามถูกบังคับให้เซ็นรับพัสดุเด็ดขาด
กรรมการท่านนั้นจะต้อง ทำบันทึกข้อความแสดงความเห็นแย้ง โดยระบุเหตุผลอย่างชัดเจนว่าทำไมถึงไม่ยอมรับพัสดุชิ้นนี้ (เช่น ผิดสเปกตาม TOR ข้อไหน หรือเนื้องานไม่ครบถ้วนอย่างไร)
2. กรรมการอีก 4 คนที่เห็นชอบ "ทำรายงานผลการตรวจรับ"
กรรมการ 4 คนที่เห็นชอบ ให้ร่วมกันลงชื่อในใบตรวจรับพัสดุตามปกติ
แต่ในรายงานผลการตรวจรับนั้น ต้องระบุให้ชัดเจนว่ามติไม่เป็นเอกฉันท์ โดยมีกรรมการ 4 คนเห็นควรรับพัสดุ และมี 1 คนเห็นแย้ง
3. ประธานกรรมการ "ต้องส่งเรื่องให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐชี้ขาด"
ประธานกรรมการตรวจรับพัสดุ จะต้องรวบรวมเอกสารทั้งหมด ได้แก่ รายงานตรวจรับของเสียงข้างมาก (4 คน) และ บันทึกความเห็นแย้งของเสียงข้างน้อย (1 คน)
นำส่งรายงานนี้ไปยัง "หัวหน้าหน่วยงานของรัฐ" (เช่น อธิบดี, ผู้ว่าราชการจังหวัด, นายก อบต. หรือผู้อำนวยการโรงพยาบาล แล้วแต่กรณี) เพื่อให้หัวหน้าหน่วยงานเป็นผู้พิจารณาและมีคำสั่งชี้ขาดว่าจะ "รับ" หรือ "ไม่รับ" พัสดุนั้น
ข้อควรระวัง: คณะกรรมการ 4 คนที่เห็นชอบ ไม่สามารถใช้เสียงข้างมากหักล้างแล้วไปส่งมอบของหรือเบิกจ่ายเงินเองได้นะครับ ตราบใดที่ยังไม่มีมติเอกฉันท์ หน้าที่ในการตัดสินใจขั้นสุดท้ายจะตกไปอยู่ที่ หัวหน้าหน่วยงานของรัฐ ทันที
.jpg)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น