PS
711 การวิเคราะห์นโยบายสาธารณะ
Public
Policy Analysis
ดร.พศวัจณ์
กนกนาก วันที่ 2 กรกฎาคม 2554 ภาคบ่าย
ช่วงบ่ายอาจารย์ให้ทำงานกลุ่มและนำเสนอการวิเคราะห์นโยบายในชั้นเรียน
นครศรีธรรมราช-นโยบายแก้ไขปัญหายาเสพติดของรัฐบาลอภิสิทธิ์
การที่นครศรีธรรมชาติต้องการวิเคราะห์นโยบายนี้เนื่องจากเป็นนโยบายที่สำคัญ
เป็นนโยบายด้านสังคมและคุณภาพชีวิตของประชาชน
และจะพบว่าทุกรัฐบาลต่างต้องกำหนดนโยบายเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหายาเสพติด
ปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาเรื้อรังและขยายความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ
1.ขั้นการระบุปัญหา
ปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาที่สำคัญเพราะจะเกี่ยวโยงกับปัญหาอื่นๆ
เช่นปัญหาอาชญากรรม ปัญหาครอบครัว
และพบว่าเยาวชนมีการติดยามากขึ้นและพบว่ามีพ่อค้ายาเพิ่มมากขึ้นในสังคม
ที่สำคัญปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาที่มีโครงสร้างไม่ชัดเจน
จึงต้องใช้ความสามารถพิเศษในการกำหนดนโยบายในการแก้ปัญหา
คุณประดิษฐ์-การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับนโยบายยาเสพติด
เพราะยาเสพติดก่อให้เกิดปัญหาอื่นๆ
เช่นในจังหวัดชายแดนภาคใต้จะพบว่ามีปัญหาเชื่อมโยงกับการค้ายาในพื้นที่ด้วย
คุณศุภโชติ-ปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาระดับชาติและระดับโลก
ทำให้ต้องมีการกำหนดเป็นนโยบาย โดยครอบคลุมทั้งการป้องกัน การปราบปราม
และการฟื้นฟูรักษาผู้ติดยาเสพติด
การที่ปัญหายากเสพติดเป็นปัญหาระดับโลกการจะแก้ปัญหาเป็นเหมือนการทำสงครามและเป็นนโยบายที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง
2.ขั้นการนำนโยบายปฏิบัตินั้นก็จะมีหน่วยงานรับผิดชอบ
เช่นในพื้นที่ของนครศรีธรรมราชก็อาศัยความร่วมมือของหลายภาคส่วนทั้งส่วนราชการและภาคประชาชน
เพราะหากแก้ปัญหายาเสพติดได้ปัญหาอื่นๆ สามารถแก้ไขหลายปัญหา
รวมทั้งปัญหาทางการเมืองด้วย
ปี 2553 กำหนดว่า 311 หมู่บ้านจะต้องได้รับการแก้ไข
และขยายจำนวนหมู่บ้านมากขึ้น กำหนดตำบลที่ปลอดยาเสพติด 23 หมู่บ้าน และกำหนดให้ 4
อำเภอที่มีปัญหารุนแรงคืออำเภอเมือง ทุ่งสง ท่าศาลา และทุ่งใหญ่
จากนั้นก็มีการกำหนดนโยบายหมู่บ้านสีขาว การจัดทำรั้งชายแดน การจัดทำรั้วชุมชน
และรั้วสังคม และรั้วครอบครัว โดยเฉพาะแหล่งที่ใกล้โรงเรียน สถานประกอบการ
นอกจากนี้ปราบปรามผู้ค้าและผู้เสพ ฟื้นฟูผู้เสพและส่งเสริมอาชีพ
ในวันยาเสพติดโลกมีการเดินรณรงค์ของทุกภาคส่วน
เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด
3.การพัฒนาทางเลือกนโยบาย
จะต้องเลือกทางเลือกที่คิดว่าจะบรรลุเป้าหมาย
ในสมัยรัฐบาลทักษิณจะดำเนินนโยบายใช้ความรุนแรงในการปราบปรามยาเสพติดจนนำมาซึ่งปัญหาการฆ่าตัดตอน
ถึง 2500 ศพ จึงต้องมีการปรับทางเลือกให้มีความเหมาะสมและอยู่ภายใต้กฎหมาย นั่นคือมีบทลงโทษที่รุนแรงมากขึ้นแต่ไม่ละเมิดกฎหมาย
ในสมัยรัฐบาลอภิสิทธ์ได้นำทางเลือกต่างๆมาใช้ในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดที่เรียกว่า
5 รั้วคือรั้วชายแดน รั้วสังคม รั้วชุมชน รั้วโรงเรียน และรั้วครอบครัว
โดยรั้วชายแดน โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบ เช่นกระทรวงกลาโหม มหาดไทย
กระทรวงศึกษา กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
คุณบุศรินทร์-นโยบายของนายกทักษิณกับนายกอภิสิทธิจะมีความแตกต่างกัน
ในสมัยทักษิณการปราบปรามจะใช้ความเด็ดขาด
แต่สมัยนายกอภิสิทธิความรุนแรงในการระบาดของยาเสพติดจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
มีการจับกุมรายใหญ่ได้หลายครั้ง
และจังหวัดนครศรีธรรมราชจะเป็นแหล่งพักยาที่จะส่งต่อไปยังสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
ปัญหาของการนำนโยบายไปปฏิบัติอย่างหนึ่งคือความเสี่ยงของเจ้าหน้าที่ในการเข้าไปจับกุมหรือปราบปรามเพราะผู้ค้ายามีอาวุธที่ทันสมัยมากกว่าตำรวจ
ขณะเดียวกันตำรวจเองก็ไม่มีความมั่นใจการปฏิบัติว่าจะทำอะไรได้มากน้อยแค่ไหน
คุณพิธีกรมองว่าทางเลือกนโยบายแก้ไขปัญหายาเสพติด
จะเป็นนโยบายที่มีความเสมอภาค แต่ยังขาดประสิทธิภาพและประสิทธิผล
และบางครั้งขาดความเป็นธรรม เพราะจับได้แต่ผู้เสพ ที่สำคัญนโยบายยาเสพติดยังไม่มีความพอเพียง
เพราะยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างจริงจัง
และไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของสังคม เพราะมีการเพิ่มจำนวนผู้ค้าและผู้เสพ
และลดพบว่าอายุของผู้ค้าและผู้เสพลดลงเรื่อยๆ
คุณชญาดา-สำหรับแนวทางในการฟื้นฟูและบำบัดผู้เสพยาเสพติด
นั้นจะต้องมีการแยกว่าเป็นติดยาอย่างเดียวหรือมีปัญหาสุขภาพจิต ซึ่งการบำบัดก็จะทำทั้งผู้ติดยาและครอบครัวโดยใช้เวลา
4 เดือนจากนั้นก็จะติดตามอีก 1 ปี
สำหรับความสำเร็จของนโยบายก็จะมีทั้งการหายจากการติดยาและการเสพยาซ้ำ
และหน่วยที่สำคัญที่สุดสำหรับการป้องกันการติดยาเสพติดก็คือครอบครัวที่มีส่วนทั้งการป้องกันและแก้ไขด้วยการให้ความรักและให้โอกาสกับลูกหลาน
อำนาจเจริญ-วิเคราะห์นโยบายการบริหารจัดการที่ดีรัฐบาลอภิสิทธิ์
นโยบายด้านการบริหารจัดการที่ดี ด้านการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น
โดยรัฐบาลแถลงว่า จะดำเนินนโยบายกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น
สนับสนุนการดำเนินการของอปท.ให้มีความสามารถในการบริหารจัดการและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนให้มากขึ้น
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับนโยบายคือรัฐธรรมนูญปี 2550 จดหมายการจัดตั้งอปท. กฎหมายขั้นตอนการกระจายอำนาจ
1.การระบุปัญหา
ปัญหาของการกระจายอำนาจ คือ
-การขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารกิจการของท้องถิ่น
-อปท.ขาดความเป็นอิสระในการดำเนินงาน
-ขาดระบบความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบริหารราชการแต่จะระดับ และภาคีอื่นๆ
-การขาดความชัดแจนของกฎหมาย เช่นมีการถ่ายโอนภารกิจแต่ไม่โอนงบประมาณ
-ขาดประสิทธิภาพในกาบริหารจัดการ
2.การเสนอทางเลือกนโยบาย
-ต้องเพิ่มรายได้ให้กับอปท.
เพราะหากไม่มีงบประมาณท้องถิ่นไม่สามารถดำเนินการได้
เพราะปัจจุบันเงินสนับสนุนนั้นยังไม่เป็นไปตามเป้าหมาย คือไม่น้อยกว่าร้อยละ 35
-ให้กระทรวงทบวงกรมที่มีประสบการณ์ในการบริหารสาธารณะเป็นพี่เลี้ยงให้อปท.
-รัฐบาลต้องกระจายอำนาจด้วยความจริงใจ เช่นด้านการศึกษา
และสาธารณะสุขลดอุปสรรคในการกระจาย
3.การเสนอทางเลือก
-การเพิ่มงบประมาณให้กับท้องถิ่น จะทำให้ท้องถิ่นมีอำนาจในการดำเนินงานต่างๆมากขึ้น
สรุป สำหรับการกระจายอำนาจให้อปท.ตั้งแต่ปี 2551
ได้รับการจัดสรรงบประมาณร้อยละ 25.20 ปี 2552 52.82 ปี 2553 25.26 ปี 2554 ร้อยละ 26.14
ยังไม่ถึงที่กฎหมายกำหนด ซึ่งรัฐบาลควรจะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย
ทั้งนี้ท้องถิ่นมีภารกิจหลายๆที่ไม่สามารถดำเนินการได้เพราะขาดแคลนงบประมาณ
เช่นปัญหาภัยพิบัติ ปัญหาการบริหารจัดการขยะ แต่ถ้างบประมาณพียงพอนโยบายการกระจายอำนาจก็น่าจะได้ผลดีมากขึ้น
ทั้งนี้การกำหนดนโยบาย สังคมไทยมักจะกำหนดนโยบายโดยใช้ตัวแบบผู้นำ
เพราะผู้นำมีอำนาจมากกว่าประชาชน และข้าราชการต้องทำตามนโยบายของผู้นำ
สะท้อนให้เห็นถึงการไม่มีส่วนร่วมของประชาชน เช่นเดียวกับนโยบายในการกระจายอำนาจก็มาจากผู้นำ
และประชาชนขาดการมีส่วนร่วม
อาจารย์-เพิ่มเติมว่านโยบายการกระจายอำนาจนั้นได้ดำเนินการมาถูกทางแล้ว
คือจะต้องให้ท้องถิ่นมีอำนาจและอิสระในการบริหารจัดการและการบริหารงบประมาณ
แต่เนื่องจากการกระจายอำนาจของเรายังไม่เต็มรูปแบบ
ทำให้ท้องถิ่นต้องรอรับการกระจายงบประมาณจากส่วนกลาง
หากมีการกระจายอำนาจจริงๆท้องถิ่นจะต้องเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารในการจัดเก็บภาษี
และท้องถิ่นใดมีความสามารถในการจัดเก็บก็ต้องมีรายรับในการบริหารจัดการมากกว่า
ปราจีนบุรี-นโยบายกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา
คุณไพบูลย์-ปัญหาของประเทศส่วนใหญ่คือปัญหาเศรษฐกิจและสังคม
ทำให้รัฐบาลต้องกำหนดนโยบายมาแก้ปัญหา
นโยบายการศึกษาก็เป็นนโยบายที่สำคัญ
เพราะเกี่ยวข้องกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ซึ่งจะเป็นกลไกในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ
นโยบายกองทุน กยส.จึงเป็นนโยบายหนึ่งที่จะช่วยส่งเสริมให้คนไทยมีการศึกษาในระดับสูงมากขึ้น
คุณคมกฤช-นโยบายกองทุน กยส. ก่อตั้งตามมติครม.ปี 2538
สมัยนายกชวน มีฐานะเป็นนิติบุคคลภายใต้กระทรวงการคลัง
การจัดตั้งกองทุนดังกล่าวเกิดจากรัฐบาลมองเห็นว่าความเจริญในด้านต่างๆของโลก
ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมและเศรษฐกิจไทยอย่างมาก
ดังนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว
โดยเฉพาะการพัฒนาด้านการศึกษา โดยต้องเพิ่มจำนวนประชากรที่ได้รับการศึกษาให้มีมากขึ้น
นอกจากนี้สิ่งที่ผลักดันให้เกิดนโยบายก็คือปัญหาความแตกต่างของโอกาสในการเข้าถึงบริการทางการศึกษายังแตกต่างกันอย่างมากระหว่างคนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน
รัฐบาลจึงเห็นว่าต้องหาหนทางให้ประชากรโดยโดยเฉพาะคนที่ยากจนได้มีโอกาสในการศึกษามากขึ้น
ซึ่งที่สุดก็กำหนดนออกมาเป็นนโยบายจัดตั้งกองทุนเพื่อการศึกษา
สำหรับปัญหาของการดำเนินการตามนโยบายพบว่า
-การจ่ายเงินโดยตรงให้สถาบันการศึกษาอาจจะทำให้เงินกองทุนนำไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง
-เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำในการบริหารจัดการจากระบบอุปถัมภ์
-ผู้กู้อาจจะนำเงินไปใช้ไม่ตรงกับวัตถุประสงค์
-ความไม่โปร่งในการบริหารจัดการงบประมาณ
-ปัญหาการชำระหนี้
ข้อดี
-นโยบายทำให้นักเรียนมีโอกาสให้เรียนมากขึ้น
-การคืนเงินกู้ยืมจะช่วยให้เกิดการหมุนเวียนในกองทุน
คุณสมเจตน์-การนำนโยบายไปสู่การปกิบัติ โดยตัวแบบของดันน์
เมื่อมีการกำหนดนโยบายกองทุน กยส.แล้ว
รัฐบาลต้องมีการนำนโยบายเข้าสู่การพิจารณาของครม. และออกเป็นมติครม.
นโยบายนี้มีผู้ที่เกี่ยวข้อง คือครม.เองที่กำหนดนโยบาย
รัฐมนตรีที่ต้องกำกับดูแลนโยบาย
เช่นรัฐมนตรีกระทรวงการคลังที่ต้องดูแลเรื่องของงบประมาณ
รัฐมนตรีศึกษาที่ต้องพิจารณาถึงกลุ่มเป้าหมายที่จะได้รับผลจากนโยบาย ส่วนนักเรียนนักศึกษาและผู้ปกครองก็เป็นผู้มีส่วนได้เสียจากนโยบายโดยตรง
ส่วนสภาพแวดล้อมนโยบายคือการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมที่ผลักดันให้มีความจำเป็นจะต้องพัฒนาทรัพยากรมนุษย์มากขึ้น
รวมทั้งปัญหาความเลื่อมล้ำในโอกาสทางการศึกษา
ข้อเสนอแนะ
นโยบายกองทุนเพื่อการศึกษาเป็นนโยบายที่ดี แต่มีปัญหาหลายประการ เช่น
-การนำเงินกู้ยืมไปใช้ไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ จะต้องปรับปรุงความเข้มงวดในการกู้ยืม
-สถานศึกษาเอกชนใช้นโยบายกองทุนเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจ
ทางแก้คือต้องเข้มงวดในการควบคุมมากขึ้น
-ผู้กู้ไม่ชำระหนี้
ต้องแก้ไขโดยการประชาสัมพันธ์ให้ผู้กู้รับผิดชอบต่อหนี้ให้มากขึ้น
และหน่วยงานที่รับผิดชอบต้องติดตามผู้กู้เป็นระยะ
และสุดท้ายหากจงใจไม่ชำระหนี้ก็ต้องใช้มาตรการทางกฎหมาย
-ปรับปรุงฐานข้อมูลผู้กู้ให้เป็นปัจจุบัน
อุทัยธานี-นโยบายกองทุนหมู่บ้าน
นโยบายกองทุนหมู่บ้านเป็นนโยบายที่จัดทำขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนและการสร้างเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ
1.ปัญหานโยบาย
-ปัญหาความยากจน
-ปัญหาคนจนไม่มีแหล่งทุนในการประกอบอาชีพ
-การมีหนี้สินนอกระบบของประชาชน
2.แนวทางในการแก้ปัญหา
-จัดตั้งกองทุนหมู่บ้านละ 1 ล้าน
-สร้างอาชีพเสริม
-พักชำระหนี้สหกรณ์
-จัดตั้งธนาคารเพื่อประชาชน
3.ทางเลือกในการแก้ปัญหา
3.1 กองทุนหมู่บ้าน เน้นให้ประชาชนได้จัดการดูแลชุมชนของตนเอง
กระจายอำนาจ สร้างการเรียนรู้และเชื่อมโยงระหว่างชุมชนและส่วนราชการ
3.2 การพักชำระหนี้ ส่งเสริมการออม
3.3 การจัดตั้งธนาคาร ส่งเสริมการออม เป็นแหล่งเงินทุน
ข้อดีของนโยบาย
-เป็นแหล่งเงินทุนหมุนเวียนสำหรับประชาชน เพื่อนำไปพัฒนาอาชีพ
ซึ่งพบว่าในหมู่บ้านที่ประสบความสำเร็จกองทุนก็มีส่วนในการพัฒนาชุมชนได้เป็นอย่างดี
-ทำให้ประชาชนมีประสบการณ์ที่ดีในการบริหารจัดการกองทุนด้วยตนเอง
-ส่งเสริมการพึ่งพาตนเอง
ข้อเสีย
-การขาดรูปแบบการทำบัญชีที่ถูกต้อง เนื่องจากชาวบ้านขาดความรู้
-การบริหารงานมีความล้าช้า
-การขาดอบรมในการบริหารกองทุน เป็นการนำเงินลงไปในหมู่บ้านก่อน
ก่อนเตรียมความพร้อมทั้งเจ้าหน้าที่และประชาชน เช่นออกระเบียบตามมาทีหลัง
ทำให้เกิดการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ และทำให้มีปัญหาในการชำระหนี้คืน และมีการกู้เงินนอกระบบมาใช้หนี้กองทุน
และต้องกู้กองทุนต่อเพื่อไปใช้หนี้นอกระบบพร้อมกับการเพิ่มภาระหนี้
-เมื่อถูกยกฐานะเป็นนิติบุคคลขึ้นอยู่กับกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ
ทำให้ประชาชนไม่เข้าใจ ขาดความพร้อมในการบริหารในฐานะที่กองทุนเป็นนิติบุคคล
-ประชาชนมีหนี้สินครัวเรือนสะสมเพิ่มขึ้น
-ขนาดของหมู่บ้านไม่เท่าเทียมกัน แต่ได้รับงบประมาณ 1 ล้านบาทเท่ากัน
ข้อเสนอแนะ
โอกาสในการดำเนินตามนโยบายของกองทุนหมู่บ้าน
สรุปว่า
1.กองทุนได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐและเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลที่ส่งเงินตรงมายังหมู่บ้าน
จึงเป็นโอกาสที่ดีของประชาชนที่จะนำเงินมาใช้ให้เกิดประโยชน์ตามวัตถุประสงค์
2.เป็นการเปิดโอกาสให้ชุมชนจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลทำให้เพิ่มอำนาจในการบริหารจัดการ
เช่นการฟ้องร้องเอาผิดในกรณีไม่คืนหนี้
3.ชุมชนโอกาสในการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน
อุปสรรคของนโยบายกองทุนหมู่บ้าน
1.สมาชิกกองทุนหมู่บ้านขาดวินัยในการใช้จ่ายเงิน ใช้เงินผิดวัตถุประสงค์
2.กองทุนทำให้เกิดภาระหนี้เพิ่มขึ้น
3.ประชาชนและข้าราชการขาดแคลนความรู้ ทำให้การบริหารเงินกองทุนมีปัญหา
ทำให้ระบบบัญชีมีปัญหาและทำให้เกิดปัญหาในการตรวจสอบบัญชี
4.ไม่มีการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับกองทุนอย่างทั่วถึง ขาดการประชาสัมพันธ์ผลดำเนินการ
ข้อเสนอแนะ
1.ต้องเตรียมความพร้อมในการบริหารจัดการกองทุนให้กับประชาชน
2.ส่วนราชการต้องเป็นพี่เลี้ยงในด้านวิชาการบริหารจัดการกองทุน โดยเฉพาะการทำบัญชี
3.ต้องมีการติดตามประเมินผลและมีตัวชี้วัดที่ชัดเจน
4.เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารงานอย่างกว้างขวางมากกว่าปัจจุบัน
5.ส่งเสริมให้กองทุนหมู่บ้านเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ของหมู่บ้านอย่างจริงจัง
6.ควรจัดให้มีการฝึกอบรมเกี่ยวกับหลักการบริหารกองทุนให้กับสมาชิกหมู่บ้าน
7.ควรมีการปลูกฝังค่านิยมในการใช้จ่ายเงินกองทุนให้ตรงกับวัตถุประสงค์
*********************
PS
711 การวิเคราะห์นโยบายสาธารณะ
Public
Policy Analysis
ดร.พศวัจณ์
กนกนาก วันที่ 2 กรกฎาคม 2554 ภาคเช้า
ในเรื่องของนโยบายสาธารณะนั้นสำหรับคนที่เรียนทางด้านนโยบายโดยตรง
จะไม่เรียนรวมๆอย่างที่เรากำลังทำอยู่ แต่จะมีการแยกออกเป็นวิชาการกำหนดนโยบาย
วิชาการนำนโยบายไปปฏิบัติ และวิชาการประเมินผลนโยบาย เป็นต้น
การวิเคราะห์นโยบายสาธารณะ
ในประเด็นนี้จะมีหัวข้อต่างๆคือ
1.แนวคิดเบื้องต้นในการวิเคราะห์นโยบาย
2.กระบวนการวิเคราะห์นโยบาย
3.ตัวแบบการวิเคราะห์นโยบาย
4.การประเมินผลนโยบาย
5.เทคนิคในการวิเคราะห์นโยบาย ** ไม่สอน**
แนวคิดเบื้องต้นเกี่ยวกับการวิเคราะห์นโยบายสาธารณะ
ความหมายของการวิเคราะห์นโยบาย
อี.เอส.เควด (1981)กล่าวว่าการวิเคราะห์นโยบายเป็นรูปแบบการวิเคราะห์ที่ใช้ข้อมูลข่าวสารในการปรับปรุงวิธีการกำหนดนโยบายเพื่อการตัดสินใจ
โดยการใช้เทคนิคในการวิจัยดำเนินงาน การวิเคราะห์ระบบ การวิเคราะห์ต้นทุน
การวิเคราะห์ผลประโยชน์ การวิเคราะห์ประสิทธิผล และอื่นๆ ที่จะทำให้ได้มาซึ่งการแก้ปัญหาทางการเมืองและองค์กรของรัฐ
วิลเลี่ยม ดันน์ (1981) กล่าวว่าการวิเคราะห์นโยบายเป็นสาขาสังคมศาสตร์ประยุกต์สาขาหนึ่ง
ที่ใช้วิธีการหลากหลายในการนำเสนอข้อเท็จจริงและเหตุผลมาแปรรูปเป็นนโยบายเพื่อแก้ปัญหาทางการเมืองที่มีสภาวการณ์ที่แตกต่างกัน
นาเกล
(1984) ให้ความหมายว่าการวิเคราะห์นโยบายสาธารณะคือการกำหนดและตัดสินใจทางเลือกของนโยบาย
โดยการตัดสินใจเลือกทางเลือกที่คิดว่าดีที่สุด ซึ่งหมายถึงทางเลือกที่จะบรรลุเป้าหมายได้มากที่สุด
โดยการเปรียบเทียบทางเลือกกับเป้าหมาย
เช่นถ้าเรามีโครงการสร้างรถไฟความเร็วสูง มีทางเลือก 4 ทาง คือ
กรุงเทพ-เชียงใหม่ กรุงเทพ-หนองคาย กรุงเทพ-ระยอง และกรุงเทพ-หาดใหญ่
เป้าหมายก็คือสร้างสำเร็จ มีงบประมาณ มีผู้ร่วมลงทุน มีผู้โดยสาร (เพราะต้องคืนทุน)
สิ่งที่ต้องคิดก็คือสร้างเส้นทางไหนที่จะบรรลุเป้าหมายดังกล่าว
คือเส้นไหนที่จะมีคนใช้มากที่สุด คุ้มทุนเร็วที่สุด
อย่างไรก็ตามในการกำหนดนโยบายจะมีการเมืองมาเกี่ยวข้องการวิเคราะห์นโยบายจึงเป็นกระบวนการทางความคิด
ซึ่งอาจจะถูกนำไปใช้หรือไม่ก็ได้ในการตัดสินใจนโยบาย
สรุป
การวิเคราะห์นโยบาย คือการตัดสินใจเลือกทางเลือกที่ดีที่สุดที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้โดยใช้เทคนิคต่างๆ
เป็นเครื่องมือในการตัดสินใจ
ดังนั้นจุดสำคัญของการวิเคราะห์นโยบายคือ
1.การตัดสินใจเลือก
2.เลือกทางเลือกที่ดีที่สุด
3.ต้องใช้เทคนิคเป็นเครื่องมือ เช่นเทคนิคการประเมินความเป็นไปได้
วิเคราะห์ต้นทุน-ผลประโยชน์ เทคนิคการวิเคราะห์เส้นตรง
4.ทางที่ดีที่สุดจะต้องบรรลุวัตถุประสงค์
จุดมุ่งหมายของการวิเคราะห์นโยบาย
สจ๊วต นาเกล กล่าวว่าการวิเคราะห์นโยบาย
มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาต่างๆของระบบสังคมและพยายามแสวงหาลู่ทางในการแก้ไขปัญหา
ทั้งนี้โดยใช้ความรู้จากศาสตร์แขนงต่างๆในสาขาสังคมศาสตร์ประยุกต์มาเป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์
เควด
บอกว่าจุดมุ่งหมายของการวิเคราะห์นโยบาย
คือ
1.เพื่อให้ผู้กำหนดนโยบายรับรู้ปัญหาสาธารณะ (Public
Problem) โดยชัดเจน
2.เพื่อปรับปรุงคุณภาพการตัดสินใจของผู้กำหนดนโยบายที่สามารถแก้ปัญหาหรือตอบสนองความต้องการได้
3.เพื่อสร้างกระบวนการแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรมและเป็นระบบ
เนื่องจากการกำหนดนโยบายเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจ
ดังนั้นคนที่ตัดสินใจจะต้องมีการตัดสินใจที่ดี
เป็นการตัดสินใจที่นำไปสู่การแก้ปัญหานโยบายอย่างเป็นระบบ
สรุป จุดมุ่งหมายในการวิเคราะห์นโยบาย
คือการหาแนวทางแก้ไขปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในสังคม
และกำหนดมาเป็นนโยบายที่เป็นรูปธรรมและเป็นระบบ
โดยการประสานความรู้จากสาขาวิชาต่างๆ
องค์ประกอบในการวิเคราะห์นโยบาย
เควด กล่าวว่าการวิเคราะห์นโยบายประกอบด้วน
1.วัตถุประสงค์ (The Objective) ของนโยบาย คือสิ่งที่นโยบายนั้นต้องการบรรลุถึง
2.ทางเลือกนโยบาย (The Alternative) คือแนวทางดำเนินงานที่ทำให้บรรลุวัตถุประสงค์
3.ผลกระทบ (The Impact) คือผลที่เกิดขึ้นจากนโยบายซึ่งจะมีทั้งผลดีและผลเสีย
เช่นการสร้างถนนไปภูเก็ตและสะพานเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว
แต่ต้องใช้หินจำนวนมากซึ่งจะต้องนำมาจากพังงา นโยบายแบบนี้จะมีผลเสียต่อจังหวัดพังงาที่ภูเขาต้องถูกระเบิดหินอาจจะทำให้เกิดมลพิษ
แต่นโยบายดีส่งผลดีต่อจังหวัดภูเก็ตในแง่การส่งเสริมการท่องเที่ยว
4.มาตรฐาน (The Criteria) หมายถึงหมายถึงเกณฑ์ที่ตั้งไว้เพื่อหาทางเลือกที่เหมาะสม
เช่นถ้าเราจะพัฒนาประเทศอาจจะมีตั้งมาตรฐานเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ
เช่นต้องพัฒนาคนให้มีวินัยเหมือนกับญี่ปุ่น หรือพัฒนาศักยภาพของประเทศให้ได้มาตรฐานเทียบเท่ากับมาเลเซีย
5.ตัวแบบ (Model) หมายถึงวิธีการหรือกระบวนการที่จะนำทางเลือกมาดำเนินการ
เช่นถ้าเรานำนโยบายไปปฏิบัติตามตัวแบบของนักวิชาการคนหนึ่งก็จะกำหนดว่าต้องทำอย่างไรบ้าง
วิลเลี่ยม ดันน์ บอกว่าองค์ประกอบของการวิเคราะห์นโยบายประกอบด้วย
1.ตัวนโยบาย (Public Policy)
2.ผู้มีส่วนได้เสียกับนโยบาย (Policy Stakeholder)
3.สภาพแวดล้อมของนโยบาย (Policy Environment)
รูปแบบการวิเคราะห์นโยบาย
1.การวิเคราะห์นโยบายก่อนการนำนโยบายไปปฏิบัติ
2.การวิเคราะห์หลังการนำนโยบายไปปฏิบัติ ซึ่งมี 3 กลุ่มคือ
2.1 กลุ่มการวิเคราะห์เชิงสาขาวิชา เช่นการวิเคราะห์นโยบายในทางการเมือง
การวิเคราะห์เชิงเศรษฐศาสตร์ การวิเคราะห์เชิงบัญชี
2.2 กลุ่มการวิเคราะห์เชิงปัญหา เป็นการเอาปัญหามาวิเคราะห์
2.3 กลุ่มการวิเคราะห์เชิงประยุกต์
จะเอาทั้งการวิเคราะห์เชิงปัญหาและสาขาวิชามาวิเคราะห์ผสมกัน
3.การวิเคราะห์แบบบูรณาการ คือวิเคราะห์ทั้งก่อน ระหว่าง
และหลังการนำนโยบายไปปฏิบัติ
แนวโน้มของการวิเคราะห์นโยบายในอนาคต
1.ในแง่ของเป้าหมายการวิเคราะห์จะมุ่งเน้นการตอบสนองต่อคุณค่าต่างๆในสังคม
2.ในแง่ของการดำเนินนโยบาย
จะต้องอาศัยศาสตร์หลายสาขาวิชาในลักษณะสหวิทยาการ
3.ในแง่วิธีการจะเน้นในเชิงธุรกิจมากขึ้น
เช่นการวิเคราะห์ต้นทุน-ผลปรโยชน์
กระบวนการวิเคราะห์นโยบาย
1.กระบวนการวิเคราะห์นโยบายของ อี.เอส เควด
ประกอบด้วย 5 ขั้นตอนคือ
1.1 ขั้นการกำหนดปัญหาและวัตถุประสงค์ (Formulation)
1.2 ขั้นการแสวงหาทางเลือก (Search)
1.3 ขั้นการพยากรณ์ (Forecasting)
1.4 ขั้นการสร้างและใช้ตัวแบบ (Moldering)
1.5 ขั้นการประเมินทางเลือก (Evaluation)
2.กระบวนการวิเคราะห์นโยบายของวิลเลี่ยม ดันน์ ประกอบด้วยขั้นตอนต่างๆคือ
2.1 การกำหนดโครงสร้างปัญหา
2.2 ปัญหานโยบาย
2.3 การคาดการณ์/การวิเคราะห์ทางเลือก
2.4 การเลือกทางเลือกนโยบาย
2.5 การเสนอแนะ
2.6 การนำไปปฏิบัติ
2.7 การกำกับดูแล ตรวจสอบ
2.8 ผลลัพธ์นโยบาย
2.9 การประเมินผล
1.10 ผลการปฏิบัติตามนโยบาย
1.11 ข้อสรุปที่สามารถปฏิบัติได้
ตัวแบบในการวิเคราะห์
1.ตัวแบบในอุดมคติ มีลักษณะ 10 ประการ
1.1 เป็นชุดแนวคิดที่จะอธิบาย พรรณนาหาสาเหตุ
และเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหา
1.2 เป็นไปตามความชอบของนักวิเคราะห์
1.3 มีกรอบการวิเคราะห์ตามค่านิยม
1.4 การแสวงหาทางเลือกใหม่
1.5 การมีหลายฐานคติ หลายตัวแบบและหลายเทคนิค
1.6 การมีนวัตกรรมเกี่ยวกับการวิเคราะห์
1.7 สามารถสื่อความหมายกับลูกค้า
1.8 มีการพยากรณ์และจัดการกับความไม่แน่นอนในอนาคต
2.ตัวแบบมหาภาคและจุลภาค จะต้องพิจารณาสิ่งต่อไปนี้
2.1 สภาพปัญหาปัจจุบัน
2.2 ประเด็นความขัดแย้ง เช่น
-การความขัดแย้งด้านวิชาชีพ
เช่นพอมีกฎหมายให้คนไข้ฟ้องหมอได้ทำให้หมอคัดค้านกฎหมายนี้และบอกว่าจะไม่รักษาคนไข้เพราะกลัวถูกฟ้องร้อง
-ความขัดแย้งทางทฤษฎี
2.3 พิจารณาที่มาของความขัดแย้ง
2.4 การสังเคราะห์
การวิเคราะห์ในขั้นตอนการกำหนดนโยบาย
1.การระบุปัญหา
การระบุประเด็นปัญหาต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ มาร์แชล ดิมอค
แบ่งความคิดสร้างสรรค์ออกเป็น
-ความคิดสร้างสรรค์เป็นญาณ (Intuition)
-ความคิดสร้างสรรค์เป็นการสังเคราะห์ (Synthesis)
-ความคิดสร้างสรรค์เป็นจินตนาการ (Imagination)
วิธีการระบุประเด็นปัญหา
การระบุปัญหาแยกออกเป็น 2 วิธี คือ
1.การวิเคราะห์แยกประเภท (Classification Analysis)
1.1 การแบ่งอย่างมีเหตุผล (Logical Division) เช่นแบ่งนักศึกษาตามสีเสื้อ
1.2 การจัดกลุ่มอย่างมีเหตุผล (Logical Classification )
ในการแยกประเภทจะต้องทำตามกฎ 5 ข้อคือ
1.ความสอดคล้องของเนื้อหา
2.ความสิ้นเชิง
3.ความแยกกันอย่างเด็ดขาด (เช่นแบ่งนักศึกษาเป็นชั้นปี
แต่ละชั้นปีก็จะแยกจากกันอย่างเด็ดขาด)
4.ความต่อเนื่อง
5.การแยกกันอย่างเด็ดขาดอย่างมีลำดับชั้น เช่นแบ่งออกเป็นเลขที่ 1-10
11-20
2.การวิเคราะห์แบบ Synectics หมายถึงการสร้างภาพเหมือน
(Analogy)ขึ้นมาแล้วแสวงหาคำตอบจากภาพเหมือน ภาพเหมือนมี 4
ชนิด
-ภาพเหมือนส่วนตัว
-ภาพเหมือนโดยตรง เช่นเราเห็นนกบินก็สร้างเครื่องบินขึ้นมา
-ภาพเหมือนสัญลักษณ์
-ภารเหมือนจิตนาการ
2.การพัฒนาทางเลือก เมื่อเราเข้าใจปัญหาแล้วจะต้องมีการพัฒนาทางเลือกเพื่อแก้ปัญหา
โดยต้องเลือกทางเลือกที่ดีที่สุดไปเป็นนโยบาย
ในการพัฒนาทางเลือกจะต้องเริ่มต้นจากการวิเคราะห์สาเหตุของปัญหา
เช่นคดีหมอมุกต้องถามว่าทำไมถูกรถขน เช่นทะเลาะกันก่อนหรือไม่
(นักศึกษาจะต้องรู้จักแยกแยะระหว่างสาเหตุของปัญหากับอาการของปัญหา
เช่นการไม่มีเงินถือเป็นอาการของปัญหาที่อาจจะมาจากหลายสาเหตุ เช่นเป็นหนี้
เล่นการพนัน ไม่มีรายได้)
ดังนั้นเวลาวิเคราะห์นโยบายจะต้องไปดูปัญหาก่อน
โดยดูว่าสาเหตุของปัญหาคืออะไร เช่นนโยบายของทุนหมู่บ้าน
เราจะต้องพิจารณาก่อนว่าปัญหาอะไรที่ทำให้เกิดนโยบายนั้น เช่นความยากจน
จากนั้นก็เสนอแนวทางในการแก้ปัญหา เช่นกู้ธนาคาร ตั้งกองทุน
ให้เงินฟรีกับคนจน ซึ่งในที่สุดก็คือวิธีการตั้งกองทุนหมู่บ้าน
ตัวอย่างวิธีการวิเคราะห์ทางเลือกของปัญหา
1.วิเคราะห์ความเป็นไปได้
2.การวิเคราะห์โดยใช้โปรแกรมเส้นตรง
3.การวิเคราะห์ต้นทุน-ผลประโยชน์ (Cost-Benefic) เช่นเคราะห์ว่าการตั้งกองทุน
กับการกู้ยืมธนาคารอะไรจะมีต้นทุนและผลประโยชน์น้อยกว่าหรือมากกว่ากัน อาจจะพิจารณาเป็นตัวเงิน
ขั้นตอนที่ต้องดำเนินการในการวิเคราะห์ต้นทุน-ผลประโยชน์
1.ระบุวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายของโครงการ (หรือทางเลือก)
2.ระบุกลุ่มเป้าหมายของโครงการ
3.ระบุประประเภทของต้นและผลประโยชน์
4.การคำนวณส่วนลดของต้นทุนและผลประโยชน์
5.การประเมินความเสี่ยง
6.การระบุเกณฑ์ในการประเมินทางเลือก
7.การประเมินทางเลือก
3.การเสนอทางเลือก ในการเสนอทางเลือกจะมีเกณฑ์ในการนำเสนอคือ
3.1 ประสิทธิผลของทางเลือก คือดูว่าทางเลือกนั้นสามารถดำเนินการได้สำเร็จตามเป้าหมายหรือไม่
3.2 ประสิทธิภาพ เป็นการดูว่าทางเลือกนั้นสามารถทำให้สำเร็จตามเป้าหมายในเวลาที่รวดเร็วและประหยัดหรือไม่
3.3 ความพอเพียง
เช่นทรัพยากรมีความพอเพียงในการดำเนินงานตามทางเลือกหรือไม่ เช่นคน งบประมาณ
วิทยาการและเทคโนโลยี
3.4 ความเป็นธรรม ดูว่าทางเลือกที่เลือกมีความเป็นธรรมหรือไม่
3.5 ความสามารถในการตอบสนอง
3.6 มีความเหมาะสม ทางเลือกนโยบายต้องมีความเหมาะสม
******
**การเมืองไทยในยุคนี้ถือว่ามีความก้าวหน้าไปในระดับที่ดี
เพราะในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้
พรรคการเมืองแทบทุกพรรคจะนำเสนอนโยบายในการหาเสียงเป็นหลัก แม้กระทั่งพรรคเล็กก็มีนโยบาย
เช่นบางพรรคมีนโยบายต่อต้านการคอรัปชั่น นโยบายปรองดอง
หรือพรรคใหญ่ก็จะมีนโยบายเด่น
แม้ว่าจะมีเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับนโยบายมาใช้ในการหาเสียงบ้างก็ตามแต่ถือว่าน้อย
ในการหาเสียงครั้งสุดท้าย นโยบายของพรรคเพื่อไทยเน้นนโยบายที่โดนใจ
จับต้องได้ ระบุชัดเจนว่ารายได้ของประชาชนต้องอยู่ที่ 2.4 ล้านล้านบาทต่อปี
คนไทยทุกคนมีบ้านเป็นของตนเอง เกษตรกรมีที่ดินทำกิน ค่าจ้างรายวันขั้นต่ำสูง
แก้ไขระบบการขนส่งเป็นระบบราง รถไฟความเร็วสูง เป็นต้น
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น